วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

หลักฐาน สยาม

พ.ศ. 1124 พบในจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์สุย การพบจดหมายเหตุนี้พบในปี พ.ศ. 2311 เมื่อ พระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงกอบกู้บ้านเมืองได้แล้ว พระองค์ทรงส่งราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาส์นแด่ พระจักรพรรดิ เฉิน หลง แห่งราชวงศ์ชิง จักรพรรดิ เฉิน หลง รับสั่งให้เจ้ากรมพิธีการทูต ตรวจสอบเรื่องราวของประเทศสยาม เจ้ากรมพิธีการทูตรายงานว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตรวจดูเรื่อง เสียม หลัว กั่ว (เสียมหลอก๊ก) แล้ว เห็นมีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งราชวงศ์สุย (พ.ศ. 1124-1161) ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) สมัยโน้นเรียกว่า ประเทศ ซื่อ ถู กั่ว (เซี้ยะโทว้ก๊ก หรือ เฉตูก๊ก) ด้วยครั้งพระเจ้าสุยทางเต้ พระเจ้าสุยเอียงเต้ ขึ้นครองราชย์สมบัติ ปีอิดทิ้ว ขุนนางสุนถังจู้ ชื่อเสียงจุ่น ได้จดความไว้ว่า ซื่อ ถั่ว กั่ว อ๋อง นับถือศาสนาพุทธ คาดคะเนว่า พระเจ้าแผ่นดินแซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า ชาว เสียม หลั่ว กั่ว เป็นชนชาติเดียวกับชาวฮูหลำ (ฟูนัน) ประเทศนี้ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศใต้”

นครเซี้ยะโท้ว เรียกว่า นครดินแดง บันทึกจีนกล่าวว่าเมืองนี้มีดินเป็นสีแดง จึงเรียกว่านครดินแดง ภาษาสันสกฤตเรียกว่า “แคว้นรักตมฤตติกา” มีจารึกแผ่นอิฐพบที่นครไทรบุรี หรือรัฐเคดะห์ ประเทศมาเลเซีย มีข้อความว่า “มหานาวิกะนามพุทธคุปต์ ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ภูมิรักตมฤตติกา ขอให้การเดินทางประสบความสำเร็จ”

ตำแหน่งของ นครเซี๊ยะโท้ว หรือแคว้นตมฤติกา จากบันทึกการเดินทางของ ราชทูตเสียงจุ่น บันทึกว่า
- พ.ศ. 1150 เดือนที่ 10 เรืออกจาก ท่าน่ำไฮ้ (ในกวางตุ้ง)
- เดินทางระหว่างลมดีมา 20 วัน 20 คืน ถึง ภูเขาเจียวเจี๊ยะ
- ผ่านเลยไปทางตะวันออกเฉียงใต้ หยุดทอดสมอที่ เกาะเล่งเจียปัวะป๊อกโตจิว (เกาะลิงคบรรพต) ซึ่งทางซีกตะวันตกอยู่ทางแคว้นจามปา
- จากนั้นผ่านไปตามเกาะอีก 2-3 วันต่อมา แลเห็นทิวเขาของ แคว้นหลั่งยะสิ่ว อยู่ทางทิศตะวันตก (ทิวเขาสามร้อยยอด)
- จากนั้นแล่นลงไปทางใต้ ผ่านเกาะเลยลั่งเต้า (เกาะรังไก่ รังนก อยู่หน้าตำบลปะทิว จังหวัดชุมพร)
- แล้วก็ถึงอาณาเขตแคว้นเซี๊ยะโท้ว เรือของคณะทูต ต้องถูกลากโยงไปอีกกว่า 1 เดือน จึงไปถึงนครหลวง”

จดหมายเหตุราชวงศ์เช็ง บันทึกไว้อีกว่า “เสียมหลอก๊ก มีภูเขาใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตกฉียงหัวนอน (เฉียงใต้) แม่น้ำในเสียมหลอก๊กออกจากภูเขา ผ่านทิศหัวนอน (ทิศใต้) ไหลลงทะเล”

การที่เรือของราชทูตเสียงจุ่นต้องถูกลากโยงผ่านเข้าไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำหลวง หรือแม่น้ำตาปีซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากพอดี เพราะราชทูตเสียงจุ่นมาในเดือน 12 ที่มีปริมาณน้ำมาก แม่น้ำหลวงไหลออกจากภูเขาหลวงผ่านทิศใต้ ไหลย้อนไปออกทะเลทางทิศเหนือ ตามบันทึกของราชทูตเสียงจุ่น ดังนั้นเรือราชทูตเสียงจุ่นต้อง...
- ถูกลากโยงผ่านทวนกระแสน้ำ เข้าทางปากพานคูหา อันเป็นช่องทางผ่านเข้าไปสู่เมืองพานพาน หรือเมืองเวียงสระเก่า อันตั้งอยู่เหนือแม่น้ำหลวงขึ้นไป
- ผ่านเขาศรีวิชัยซึ่งมีพระนารายณ์ศิลาสวมหมวกแขกประทับอยู่
- ผ่านเนินเขาท่าข้ามที่มีปราสาทประดิษฐานด้วยพระพุทธรูป
- แล้วแยกไปสู่เมืองพานพาน ซึ่งมีทั้งพระนารายณ์ เวียงสระ พระอิศวรอยู่ในพระวิหาร
- จากนั้นราชทูตเสียงจุ่นได้เดินทางไปสู่นครเซี้ยะโท้ว และนครหลวงของเซี้ยะโท้ว ต่อไป

นครเซี้ยะโท้ว นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ยอมรับกันว่า คือ เมืองตมะลี ต่อมาเรียกว่าตามพรลิงค์ บันทึกจีนเรียกว่า ตานเหมยหลิว ภิกษุอี้จิงเรียกว่าโพลิง ต่อมาเรียกว่าโฮลิง จนกระทั่งถึงนครศรีธรรมราช

นครเซี้ยะโท้ว นับว่าเป็นประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ ที่ภิกษุอี้จิงบันทึกไว้ว่า ประเทศเหล่านี้เป็นอิสระต่อกัน แต่จะเลือกกษัตริย์จากประเทศใดประเทศหนึ่งให้เป็นประมุขและสถาปนาเป็นนครหลวง ต่อมานครหลวงประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ ย้ายจาก นครเซี้ยะโท้วมาตั้งอยู่ที่นครไชยา เมื่อ พ.ศ. 1213 โดยพระเจ้าโหมิโต แห่งเช ลิ โฟชิ ทรงส่งราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่จักรพรรดิจีน ให้ยอมรับว่า นครเช ลิ โฟชิ เป็นนครหลวงของศรีวิชัยแล้ว
-----------------------------
พ.ศ. 1182 มีจารึกของกษัตริย์ภววรมันที่ 2 ตอนหนึ่งกล่าวถึงการอุทิศที่นาถวายเป็นกัลปนาแก่วัดพุทธศาสนา ระบุชื่อผู้ถวายว่า ชื่อ โปญ สยำ
- โปญ เป็นยศตำแหน่งของเขมรสมัยก่อนนครธม
- สยำ เป็นชื่อคน จึงเชื่อว่า สยำ ในจารึก พ.ศ. 1182 นั้นก็คือ เสียม
-----------------------------
พ.ศ. 1651 จารึกปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นจารึกก่อนปราสาทนครวัด ในจารึกที่พิมายระบุชื่อข้าพระไว้จำนวนหนึ่ง ในบรรดาชื่อเหล่านั้น มีอยู่คนหนึ่งเป็นหญิง ชื่อ กน สยำ (อ่านว่า กันเสียม หรือ กันเซียม) ชาวสยามเหมือนกัน
-----------------------------
พ.ศ. 1655 ปรากฏภาพสลักนูนต่ำทีระเบียงปราสาทนครวัด สลักว่า “เนะ สยำ กุก” คู่กับนักรบชาวละโว้ มีอักษรจารึกไว้ชัดเจนว่า “พลละโว้” เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าประเทศเสียม (สยาม) ยกกองทัพมาช่วย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ร่วมกับกองทัพละโว้เพื่อไปรบกับประเทศจามปา
-----------------------------
พ.ศ. 1839 โจวต้ากวน ร่วมเดินทางกับคณะราชทูตของราชวงศ์หยวนไปอาณาจักรขอมเมืองพระนคร (นครธม) ตามหนังสือจูฟานจื้อ บันทึกอาณาเขตของอาณาจักรและอาณาจักรที่ติดต่อกัน ว่า
- ดินแดนนี้กว้าง 7,000 ลี้ (1 ลี้ เท่ากับ 555.55 เมตร)
- ทิศเหนือของประเทศนี้ใช้เวลาเดินทาง 15 วัน ถึง จ้านเฉิง (จามปา)
- ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใช้เวลาเดินทางครึ่งเดือนถึง เสียมหลอ
- ทิศใต้ใช้เวลาเดินทาง 10 วันถึง พานหยู
- ทิศตะวันออกเป็นมหาสมุทร
ช่วงเวลาที่ โจวต้ากวน เดินทางมานครธม อาณาจักรสุโขทัยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1781 แล้ว แต่ โจวต้ากวน กลับไม่ได้บันทึกถึงประเทศสยามที่หมายถึง กรุงสุโขทัย แต่บันทึกว่า ประเทศสยามอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา นั่นก็คือ สยามศรีวิชัย หรือ สยาม ชวกะ จะให้เข้าใจว่า โจวต้ากวน ไม่รู้จัก เสียมหลอก๊ก ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะบันทึก โจวต้ากวน กล่าวอีกว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ (เจนละ) ได้ทำการรบพุ่งกับชาวเสียม หมู่บ้านเหล่านั้นจึงกลายเป็นที่โล่งเสียสิ้น” ยิ่งกว่านั้น โจวต้ากวน ยังรู้จักจนกระทั่งผู้หญิงเสียมนั้นถนัดเย็บชุนผ้า ชาวพื้นเมือง (เจนละ) ทำผ้าขาดต้องไปจ้างชาวเสียมให้ช่วยปะชุนให้

อาณาจักรจามปา

พ.ศ. 735 ราชวงศ์ฮั่นของจีนอ่อนแอลง เจ้าหน้าที่ชาวพื้นเมืองชื่อ คิว-เหลียน จึงสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ตั้งอาณาจักรจามปาขึ้นที่บริเวณทิศใต้ของจังหวัดทัวเทียนในเวียดนามปัจจุบัน

พ.ศ. 880 สงครามกับ จีน เพื่อแย่งชิง เมืองเชนาน กองทัพจามปาได้ตีไปถึงแคว้นตังเกี๋ย

พ.ศ. 989 กองทัพจีน ยกทัพมาตีราชธานีวิชัย (เมืองบิญดิ่ญในปัจจุบัน) ได้สำเร็จ จึงตกเป็นประเทศราชของจีน ช่วงนี้มีชาวจีน ชื่อ หม่าตวนหลิน เข้ามาบันทึกเรื่องชาวหลินอี้ (ชาวจาม)

พุทธศตวรรษที่ 12 พระนามของกษัตริย์จามปาจะใช้เป็นภาษาสันสกฤตเพราะได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย ในปลายศตวรรษ อาณาจักรประสบความวุ่นวายเพราะถูกชวาโจมตี สถานที่สำคัญหลายแห่งถูกทำลายลง

พุทธศตวรรษที่ 13 ศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้าสู่อาณาจักรจามปา

พุทธศตวรรษที่ 14 อาณาจักรไดเวียด (เวียดนาม) ที่พวกอันนัมก่อตั้งขึ้นทางเหนือของจามปาเพราะจีนเสื่อมอำนาจลง เข้ามารุกรานอาณาจักรจามปา เมื่อกษัตริย์จามปาสวรรคต ชาวญวนนามว่า ลูกีตอง ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทำให้ชาวจามจำนวนมากหนีไปอยู่ที่เกาะไหหลำ ที่แคว้นกวางจิว ไม่นานจากนั้นชาวจามได้รวมตัวกันภายใต้ผู้นำพื้นเมือง เป็นโอกาสเดียวกับที่ ลูกีตอง ได้สิ้นชีวิตลง ผู้นำชาวพื้นเมืองจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์
จากนั้นไม่นานชาวอันนัมก็ได้เข้ามาก่อกวนทางตอนเหนือของจามปาอยู่เสมอ อาณาจักรจามปาเสียหายหนักมาก เมืองหลวงถูกยึด กษัตริย์จามถูกบั่นพระเศียร ฉะนั้นสมัยต่อมากษัตริย์จามจึงพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีต่อไดโคเวียตและจีน แต่เหตุการณ์ระหว่างอันนัมก็ไม่ได้ดีขึ้นทั้งยังเสียเมืองทางตอนเหนือไป 3 เมือง

พุทธศตวรรษที่ 14-15 เป็นช่วงที่ อาณาจักรจามปา รุ่งเรืองสูงสุดช่วง แต่ช่วงปลายศรรตวรรษต้องกรำศึกสงครามกับ อาณาจักรไดเวียด ทางทิศเหนือ และอาณาจักรขอมโบราณ กระหนาบทางทิศใต้อย่างต่อเนื่อง

พุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรจามปารุ่งเรืองขึ้น หลังจากที่ถูกรุกรานมาเป็นเวลานาน กษัตริย์จามทรงขับไล่กองทัพอันนัมที่รุกรานออกไป ต่อมาทรงรบชนะกองทัพขอมและรุกไปถึงฝั่งแม่น้ำโขงได้

พ.ศ. 1688 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์อาณาจักรขอมเมืองพระนคร ผู้สร้างนครธม เข้ายึดครองเมืองหลวงได้ ต่อมา ชาวจามปารวมตัวกันติด จัดกองทัพยกมาตีเอาเมืองเมืองหลวงคืนได้ พ.ศ. 1692

พุทธศตวรรษที่ 17 กษัตริย์เขมรต้องการจะยึดอาณาจักรจามปา จึงยกกองทัพมาโจมตีจามปา ยึดเมืองหลวงตลอดจนเขตแดนทางส่วนเหนือ ชามจามจึงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ทางตอนใต้ และในที่สุดก็ขับไล่เขมรออกไป พยายามรวมอาณาจักรขึ้นมาใหม่ ก่อนยกทัพตีกลับไปยังเขมรซึ่งคราวนี้สามารถโจมตีเข้าไปได้ถึงบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในที่สุดก็สามารถยึดเมืองพระนครได้ การสู้รบในครั้งนี้ทำให้เกิดความเกลียดชังกันอย่างมากระหว่างจามปาและกัมพูชาจนหลายปีต่อมา และถูกกัมพูชารุกกลับ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้อาณาจักรจามปาถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน

พ.ศ. 1720 กองทัพเรือจามปายังยกพลขึ้นบกเข้าโจมตีและปล้นสะดม เผาทำลายเมืองพระนครของขอมเสียหายยับเยิน จนอำนาจอาณาจักรนครหลวงเสื่อมไประยะหนึ่ง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1763) จากอาณาจักรขอมเมืองพระนคร ได้ยกทัพเข้ารุกรานจามปาอีกครั้งและทำให้อาณาจักรจามปาถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมเมืองพระนคร โดยมีภาพสลักยุทธนาวีปราบกองทัพจามที่ปรากฏอยู่ ณ ปราสาทนครธม

พุทธศตวรรษที่ 18 ชาวจามได้สามารถรวม อาณาจักรจามปา ขึ้นอีกครั้ง และตัดไมตรีกับ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร ขณะนั้นก็หาทางยึดดินแดน 3 จังหวัดคืนจากอันนัม แต่อันนัมไม่ยอมและยกทัพมารบจน อาณาจามปา พ่ายแพ้

พ.ศ. 1803 พระเจ้ากุบไลข่าน ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำมองโกล และรุกรานอันนัม อาณาจักรจามปา จึงไม่ถูกรุกรานจาก อาณาจักรอันนัม เป็นการชั่วคราว

พ.ศ. 1823 มองโกลได้ส่งนายพลมาปกครองจามปา การกระทำครั้งนี้ทำให้เกิดขบวนการกู้ชาติขึ้นในจามปา ไม่นานจากนั้น อาณาจักรอันนัม ก็ไล่มองโกลออกไป ชาวจามสังหารนายพลชาวมองโกล และเพื่อป้องกันการกลับมามีอำนาจของชาวมองโกล กษัตริย์จามจึงส่งเครื่องบรรณาการไปให้ พระเจ้ากุบไลข่าน ในเวลาเดียวกันก็มีคณะทูตมาจากอาณาจักรขอมเมืองพระนครด้วย

อาณาจักรจามปาพบกับความสงบสุขเพราะกษัติรย์จามปาอภิเษกกับพระขนิษฐภคินีของพระจักรพรรดิญวน แต่ไม่นานนักความวุ่นวายก็ได้กลับคืนมาอีกครั้งเมื่อเกิดกบฏขึ้นทั้งสองอาณาจักรและผู้นำของแคว้นตังเกี๋ยได้จับรัชทายาทพร้อมทั้งพระมเหสีไป

สมัยต่อมา อาณาจักรจามปา ตกเป็นเมืองประเทศราชของ อาณาจักรไดเวียต (เปลี่ยนชื่อมาจากไดโตเวียต) มีบันทึกว่ากองทัพไทยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ยกทัพไปตี อาณาจักรจามปา แต่กษัตริย์ญวนช่วยปกป้องเอาไว้ได้

พ.ศ. 1903 กษัตริย์จามได้เจริญสัมพันธ์กับจีน และสามารถรบชนะ อาณาจักรไดเวียต บุกจนถึงฮานอย แต่ระหว่างทางถูกทหารลอบปลงพระชนม์ นายทหารผู้นั้นได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ และต้องยกเมืองหลายเมืองให้อาณาจักรไดเวียต

กษัตริย์องค์ต่อมาได้ยกทัพไปบุกอาณาจักรขอมเมืองพระนคร ขณะที่ว่างศึกจาก อาณาจักรอันนัม เพราะจีนปราบ อาณาจักรไดเวียต ได้ แต่ไม่นาน อาณาจักรไดเวียต ก็ตั้งตัวได้

พ.ศ. 1984 อาณาจักรจามปา เกิดสงครามกลางเมือง อาณาจักรอันนัม ถือโอกาสยกทัพเข้ามายึดเมืองหลวงและ อาณาจักรจามปา ไว้ในอำนาจได้ ยึดอาณาเขตลงไปถึงใต้บริเวณ Cap Varella แต่ราชสำนักจามปา ก็ยังปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์

พ.ศ. 2014 กษัตริย์เลถั่นตอง แห่งไดเวียด ส่งทัพตีเมืองหลวงวิชัย ยึดสำเร็จ กระทั่ง พ.ศ. 2375 สมเด็จพระจักรพรรดิมิงห์หม่าง จึงได้ผนวกดินแดนส่วนที่เหลือของจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม และกลืนชาวจามจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

ระหว่างสงครามทำลายล้างชาวจามของขอมและไดเวียดนั้น ชาวจามบางส่วนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 - 2231) 

พ.ศ. 2263 อาณาจักรจามปา จึงล่มสลายลงอย่างถาวร

สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งรัตนโกสินทร์ มีชาวจามเข้ามามากที่สุดอีกช่วงหนึ่ง คือ เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดครองกัมพูชาเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยได้บีบบังคับห้ามนับถือศาสนาอิสลาม ชาวจามจึงเข้ามายังดินแดนไทย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในประเทศไทย ได้แก่
- ทับหลังหินทรายแกะสลักยุคไพรกะเม็ง พ.ศ. 1180 - 1250 สมัยเจนละ ยุคก่อนสร้างนครวัด นครธมในเขมร
- ทับหลังยุคปาปวน พ.ศ. 1560 - 1630
- ศิลาจารึกขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 นับเป็นหลักฐานศิลปขอมโบราณที่เก่าแก่ที่สุด
- จารึกวัดทองทั่ว ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ เป็นจารึกที่พบที่ วัดทองทั่ว-ไชยชุมพล ตำบลพะเนียด อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี (จันทบุรี เดิมชื่อ จันทบูน หรือ จันทรบูรณ์ มีข้อสันนิษฐานว่า จันทบูรณ์น่าจะเป็นคำที่มาจากภาษาเขมรว่า เจือนตะโบง แปลว่า ชั้นที่อยู่ทางทิศใต้ หมายถึงเมืองที่อยู่ทิศใต้ของอาณาจักร) จารึกเป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต แปลได้ความว่า...
“พระเจ้าศรีอีศานวรมัน ได้พระราชทานแท่งศิลาที่สกัดด้วยเหล็ก เป็นอักษรพร้อมคนงานที่ต้องโทษ 42 คน โค 231 ตัว กระบือ 245 ตัว”

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

อาณาจักรเจนละ พุทธศตวรรษที่ 11 -12

อาณาจักรเจนละ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของ อาณาจักหลินยี่ (จามปา) เดิมเป็นเมืองขึ้นกับ อาณาจักรฟูนัน
พ.ศ. 1097 พระเจ้าภววรมัน ปฐมกษัตริย์เจนละ ซึ่งเป็นพระนัดดาของ พระเจ้ารุทวรมัน ได้ทำการโค่นอำนาจของ พระเจ้ารุทรวรมัน กษัตริย์อาณาจักรฟูนัน โดยเข้าตี เมืองวยาธปุระ เมืองหลวงของ อาณาจักรฟูนัน แตก
แล้วต่อมา พระเจ้าจิตรเสน ซึ่งเป็นพระอนุชาของ พระเจ้าภววรมัน ได้เข้ายึดครอง อาณาจักรฟูนัน ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 หลังจากนั้นได้ทำการขยายอาณาเขต อาณาจักรเจนละ ออกไปอย้างกว้างขวาง สามารถครอบครองลุ่มแม่น้ำมูลตอนใต้ และลุ่มแม่น้ำโขง และตั้ง เมืองเศรษฐปุระ เป็นเมืองหลวง ปัจจุบันบริเวณเมืองปากเซ หรือ จำปาศักดิ์ ในประเทศลาว

ภูเขา (ภูเขาวัดภู) จีนเรียกว่า ลิง-เคีย-โป-โป (ลิงคปารวตะ) ที่ตั้อยู่ใกล้ เมืองเศรษฐปุระราชธานี นั้น ได้มีการสร้างเทวสถานประดิษฐานศิวลึงค์ขนาดใหญ่ขึ้นบนยอดเขา ถวายแด่ องค์ภัทรเรศวร ซึ่งเป็นชื่อของพระผู้เป็นเจ้า คือ พระศิวะ เพราะมีศิวลึงค์ชื่อ ภัทเรสวร สร้างโดย กษัตริย์แห่งอาณาจักรจามปา ใน คริสต์ศตวรรษที่ 4

พ.ศ. 1154 พระเจ้าอีศานวรมัน โอรสของ พระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 (พระเจ้าจิตรเสน) ขึ้นครองราชย์สีบต่อในช่วงระหว่าง พ.ศ. 1154 - 1172 พระองค์ได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งอยู่ที่ เมืองอีศานุปุระ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกำปงธม ประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งมีโบราณสถานศิลปสมโบร์

ระหว่าง พ.ศ. 1170 - 1250 อาณาจักรขอมมีกษัตริย์ครองราชย์ ต่อมาอีก 2 องค์ คือ พระเจ้าภววรมันที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 โอรสของ พระเจ้าภววรมันที่ 2 เป็นสมัยที่สร้างศิลปะขอมแบบไพรกเมง ขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1180 - 1250

สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อาณาจักรเจนละ เกิดการแบ่งแยกออกเป็น 2 พวก คือ เจนละบก และ เจนละน้ำ เจนละบก มีพื้นที่เป็นป่าเขาและที่สูง มีอาณาเขตตั้งแต่ เวียงจันทน์ ขึ้นไปทางเหนือไปจด ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม เอกสารจีนระบุว่า มีรัฐสำคัญชื่อ เหวิน ถาน ซึ่งนักวิชาการของจีนหลายคนให้ความเห็นว่า คือ เมืองเวียงจันทน์ ส่วนเจนละน้ำ มีอาณาเขตอยู่ลงไปทางใต้ ใกล้ทะเลสาบใหญ่ในกัมพูชา จนถึงชายทะเล ใน พ.ศ. 1250 - 1350 สมัยนี้มีการสร้างศิลปะขอมแบบกำพงพระขึ้น ต่อมาสมัยพระเจ้าสัญชัย (พวกเจนละน้ำ) ได้ถูกชวาเข้าตีแตกและมีอำนาจในอาณาจักรเจนละน้ำ

หลังจากที่อาณาจักรเจนละล่มสลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 หรือ พระเจ้าปรเมศวร (พ.ศ. 1345 1393) เสด็จมาจากชวา ประกาศอิสรภาพจากอำนาจครองของชวา แล้วรวบรวมพวกเจนละบกและพวกเจนละน้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยรับเอาลัทธิไศเลนทร์หรือเทวราชาเข้ามาทำการสถาปนาอาณาจักรใหม่ขึ้น โดยทำการสร้างราชธานีขึ้นใหม่หลายแห่งและสร้างปราสาทหินหรือเทวาลัย เป็นการใหญ่ ซึ่งมีเหตุกราณ์ย้ายราชธานี 4 ครั้ง จนในที่สุดก็ลงตัวที่นครธม (เมืองพระนคร)

ด้วยเหตุนี้อาณาจักรขอมในสมัยนี้จึงมีความชำนาญในการสร้างราชธานีขึ้นหลายแห่งและมีการสร้างปราสาทหินที่เป็นศิลปกรรมขอมขึ้นหลายแบบ กล่าวคือ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 นั้นพระองค์ได้ทำการสร้างและย้ายเมืองหลวงถึง 4 ครั้ง คือ
- เมืองอินทะปุระ เป็นราชธานี ขึ้นที่บริเวณใกล้เมืองกำแพงจาม
- เมืองหริหราลัย หรือ ร่อลวย เป็นราชธานี
- เมืองอมเรนทรปุระ เป็นราชธานี
- เมืองมเหนทรบรรพต หรือ พนมกุเลนเป็นราชธานียุคนี้ได้มีการสร้างศิลปะขอมแบบกุเลนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1370 - 1420

พ.ศ. 1393 พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 หรือ พระเจ้าวิษณุโลก พระโอรส พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ครองราชย์สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1393 - 1420 สมัยนี้พระองค์ได้กลับมาใช้ เมืองหริหราลัย หรือ ร่อลอย เป็นราชธานีอีกครั้ง

พ.ศ. 1420 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้าอิศวรโลก ครองราชย์สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1420 - 1432 ยุคนี้ได้มีการสร้างศิลปะขอมแบบพระโคขึ้นในช่วง พ.ศ. 1420 - 1440

พ.ศ. 1432 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้าบรมศิวโลก พระโอรสของ พระเจ้าอินทรมันที่ 1 ครองราชย์สืบต่อมา ระหว่าง พ.ศ. 1432 - 1443 พระองค์ได้สร้างเมืองยโศธรปุระ หรือ เมืองพระนครแห่งแรกขึ้นที่เขาพนมบาเค็ง เมื่อ พ.ศ. 1436 เมืองนี้อยู่ทางตอนเหนือทะเลสาปของเมืองเสียมเรียบ ซึ่งคนไทยเรียกว่า เสียมราฐ

การสร้างปราสาทหินบนเขาพนมบาเค็งนั้น เป็นอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูที่แผ่อิทธิพลเข้ามายังดินแดนแถบนี้โดยสมมติขึ้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อนั้นนับเป็นศิลปะขอมแบบบาเค็ง

พ.ศ. 1443 พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้ารุทรโลก พระโอรสของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ครองราชย์ที่เมืองยโศธรปุระ (อาณาจักรขอมเมืองพระนคร) สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1443 - 1456

พ.ศ. 1456  พระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 หรือ พระเจ้าบรมรุทรโลก พระอนุชาของ พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ครองราชน์ที่เมืองยโศธรปุระสืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1456 - 1468

พ.ศ. 1471 พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 หรือ พระเจ้าบรมศิวบท น้องเขยของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรขอมเมืองพระนครระหว่าง พ.ศ. 1471 - 1485 พระองค์ได้สร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่ เมืองโฉกการยกยาร์ หรือ เกาะแกร์

พ.ศ. 1485 พระเจ้ากรรษวรมันที่ 2 หรือ พระเจ้าพรหมโลก พระโอรสของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ครองราชย์ต่อมาระหว่าง พ.ศ 1485 - 1487 ยุคนี้ได้สร้างศิลปะขอมแบบเกาะแกร์ขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1469 - 1490

พ.ศ. 1487 พระเจ้าราเชนทรวรมัน หรือ พระเจ้าศิวโลก พระนัดดาของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์ระหว่าง พ.ศ. 1487 - 1511 ยุคนี้ได้มีการย้ายราชธานีมาที่ เมืองยโศธรปุระ หรือ เมืองพระนครแห่งแรก และได้มีการสร้างศิลปขอมแบบแปรรูปขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1490 - 1510 เมืองยโศธรปุระ ราชธานีเก่าแก่แห่งนี้ ได้มีกษัตริย์ครองราชย์ต่อมาหลายพระองค์ได้แก่

พ.ศ. 1511 พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 หรือ พระบรมวีรโลก ซึ่งเป็นพระนัดดาของ พระเจ้าราเชนทรวรมัน ครองราชย์ พ.ศ. 1511 - 1544 สมัยนี้สร้างศิลปขอมแบบบันท้ายศรี พ.ศ 1510 - 1550

พ.ศ. 1544 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 พระนัดดาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 สร้างศิลปขอมแบบคลังขึ้น พ.ศ. 1510 - 1560

พ.ศ. 1545 พระเจ้าชัยวีรวรมัน ครองราชย์ พ.ศ. 1545 - 1553

พ.ศ. 1545 พระเจ้าชัยสุริยวรมันที่ 1 ครองราชย์ พ.ศ. 1545 - 1593 เดิมนั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่เขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงเร็ก ครั้นเมื่อได้ชิงอำนาจจากพระเจ้าชัยวีรวรมันชนะแล้วได้เสด็จมาครองราชย์ที่เมืองพระนคร พ.ศ. 1553 พระองค์ได้ทำการสถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่ และสร้างพระราชวังหลวงที่เมืองพระนครและปราสาทพิมานอากาศ ปราสาทเกลียง เป็นยุคที่มีการสร้างศิลปแบบปาปวนขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 1560 - 1630

นอกจากอาณาจักรขอมจะเคยมีอำนาจครอบครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อนแล้วโดยมีการตั้งละโว้ปุระหรือเมืองละโว้เป็นราชธานีของอาณาจักรขอมเมืองลพบุรีโดยมีเจ้าผู้ครองนครที่รับอำนาจจากอาณาจักรขอมมาปกครองดูแลแทน ต่อมาภายหลังจึงมีการขยายอำนาจไปยังดินแดนพายัพของประเทศไทย กล่าวคือหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมดนั้นเดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติลาวมาก่อน

ครั้นเมื่อพวกขอมมีอำนาจและขยายอาณาจักรเข้ามาครอบครองแดนพายัพ เจ้าผู้ครองเมืองละโว้จึงได้ส่งพระนางจามเทวีพระธิดาขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย (เมืองลำพูน) ซึ่งต่อมาเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรขอมเมืองละโว้ พระธิดาเจ้าผู้ครองเมืองละโว้ผู้นี้ไปปกครองพวกลาวทั้งปวงในมณฑลพายัพ ส่วนเมืองหริภุญชัย (เมืองลำพูน)จึงมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรขอมเมืองละโว้ ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ดูแลบรรดาเมืองต่างๆ ในดินแดนพายัพ ต่อมาได้ตั้งเมืองนครเขลางค์ (เมืองลำปาง)ขึ้นอีกเมืองหนึ่งและให้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือร่วมกัน

อาณาจักรฟูนัน (ฟูนาน) พุทธศตวรรษที่ 6-11

อาณาจักรฟูนันเป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ชาวจีนเรียกว่า อาณาจักรฟูนัน โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม หมายถึง ภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ราชาแห่งขุนเขา เนื่องจากอาณาจักรขอมที่สร้างขึ้นทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนนั้นตั้งอยู่บนภูเขา เป็นการสร้างเมืองขึ้นตามความเชื่อของ ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ลัทธิไศวะนิกาย และ ไวณพนิกาย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จึงสร้างเมืองบนไว้ภูเขาวิหารจำลอง

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ นั้น พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดียเดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้ ได้สร้างแบบแผนของราชสำนักตามอย่างอินเดีย ซึ่งมีตำนานเล่าถึงราชวงศ์ขอมไว้ว่า ราชวงศ์ขอมนั้นเกิดจากพราหมณ์คนหนึ่งสมสู่กับนางนาค ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาค ที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชนชาติขอม ราชวงศ์นี้ได้มีกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนันต่อมาจนถึงพ.ศ. 1100 มีพระนามกษัตริย์ที่ปรากฏชื่อ คือ พระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน และ พระเจ้ารุทรวรมัน ศิลปขอมที่เกิดขึ้นในยุคนี้เรียก ศิลปขอมแบบพนมดา สร้างระหว่าง พ.ศ. 1100 - 1150
เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนัน เรียก นอ-กอร กก-ทะโหลก ซึ่งหมายถึง เมืองพระนครที่ตั้งอยู่บนขุนเขาและต้นไม้สูง และได้รับอิทธิพลมีความเชื่อในเรื่อง พญานาค ที่เชื่อถือว่าเป็นสัตว์มีฤทธิ์ และอาศัยอยู่ในถ้ำใหญ่ใต้น้ำหรือบนขุนเขา ผู้นับถือนิยมที่จะสักลายตามผิวหนังด้วยรูปนาคและงู และมีพิธีกรรมสำหรับบูชาพญานาคเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้นการตั้งบ้านเมืองเมื่อผู้นำหรือกษัตริย์มีความเชื่อหรือนับถือเอาอะไรประชาชนก็จะยึดถือตามผู้นำ

บทวิเคราะห์จากหลักฐานที่พบ

นักประวัติศาสตร์บางคนมีความเห็นว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7-9 นั้น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน

ดังนั้นบริเวณส่วนที่เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อราว พ.ศ. 643 - 1043 นั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรฟูนัน กล่าวคืออาณาจักรฟูนัน (FUNAN) ได้ถูกตั้งขึ้นและเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้น่าจะตั้งอยู่ที่ เมืองเปรเวงในประเทศกัมพูชา โดยมีเมืองออกแก้วหรือออกแอว ในประเทศเวียดนาม เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

คำว่า ฟูนัน นี้ น่าจะมาจากภาษาจีนที่แปลว่า ภูเขา โดยออกเสียงเป็นภาษาขอมได้ว่า พนม อาณาจักรฟูนันรับเอาวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียมาใช้ในสังคมและเป็นชนชาติที่เป็นบรรพบุรุษของเขมรปัจจุบัน

เรื่องนี้ศาสตราจารย์ชอง เซลิเยร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กลับมีความเห็นว่า เมืองสำคัญของอาณาจักรฟูนัน น่าจะอยู่บริเวณ เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ลูกปัด ดินเผา และสำริด เป็นจำนวนมากที่ เมืองอู่ทอง

ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมร ได้เขียนไว้ว่า ฟูนัน คืออาณาจักรเขมรยุคแรก เริ่มเมื่อเจ้าชายจากอินเดียชื่อ โกญทัญญะ (จีนว่า โกณฑิยะ) ลงเรือมาถึงอาณาจักรฟูนันแล้ว ได้นางพญาฟูนัน (จีนว่าพระนาง ลิวเย่) เป็นพระชายา (พระชายาผู้นี้น่าจะเป็นเชื้อสายกษัตริย์ในราชวงศ์ของฟูนันมากกว่าจะเรียกเป็นชื่อว่า นางพญาฟูนัน) จึงได้ตั้งอาณาจักรฟูนันขึ้นตามชื่อของราชวงศ์กษัตริย์ฟูนันเดิม เพราะต่อมา ขุนพลฟันซีมัน ได้ขึ้นเป็นผู้ครองอาณาจักรนี้

ปลายพุทธศตวรรษที่ 8 ระหว่าง พ.ศ. 760 - 795 นั้น จดหมายเหตุของจีนราชวงศ์ฮั่นได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตจีนชื่อ คังไถ (K’ang T’ai) และ จูยิง (Chu Ying) ได้เดินทางมายังดินแดนของอาณาจักรฟูนัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน และได้จดบันทึกไว้ความว่า

“เมืองฟูนันมีความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อ โกณฑิยะ ได้เดินทางโดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง และได้ประมุขของชาวพื้นเมือง คือ พระนางลิวเย่ (Liu-ye) เป็นชายา ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน (Fan Shihman) ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองอาณาจักร ฉูตูคุณ จิวจิ และเตียนซุน ราชฑูตจีนคังไถ ยังได้กล่าวเกี่ยวกับอาณาจักรฟูนันไว้อีกว่า มีกำแพงล้อมรอบเมือง มีพระราชวังและบ้านประชาชน ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่ายๆ ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่งแต่เก็บเกี่ยวไปได้ 3 ปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษีเป็นทองคำ เงิน ไข่มุก และเครื่องหอม มีหนังสือ หอจดหมายเหตุ โดยใช้อักษรที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)”

จดหมายเหตุจีนที่บันทึกไว้ในสมัยสามก๊ก ได้กล่าวถึง อาณาจักรฟูนัน ไว้ว่า

พ.ศ. 786 บันทึกว่า อาณาจักรฟูนัน ได้ส่งคณะทูตมาประเทศจีน พร้อมกับส่งนักดนตรีและพืชผลในประเทศเป็นเครื่องราชบรรณาการ

พ.ศ. 1046 บันทีกว่า ฟูนันส่งราชทูตไปประเทศจีน และจักรพรรดิ์ของจีนได้มีพระราชโองการ ว่า
“พระราชาแห่งรัฐฟูนัน ทรงพระนามว่า โกณฑิยะชัยวรมัน ประทับอยู่สุดเขตโพ้นทะเล ราชวงศ์ของพระองค์ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ และได้ทรงแสดงความซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายครั้ง บัดนี้สมควรจะตอบแทนให้ทัดเทียมกันและให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้ กษัตริย์แห่งฟูนัน"

จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ฉี ต้นพุทธศตวรรษที่ 11 ได้กล่าวไว้ว่า...
ประชาชนฟูนันโหดร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เข้าโจมตีเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและกดขี่ประชาชนลงเป็นทาส มีสินค้า คือ ทอง เงิน ผ้าไหม คนสำคัญใช้ผ้ายกนุ่งเป็นโสร่ง หล่อแหวนและกำไลด้วยทองคำ ใช้ภาชนะทำด้วยเงิน คนจนนุ่งผ้าฝ้ายผืนเดียว ริมทะเลมีกอไผ่ใหญ่ ใช้ใบไผ่สานเป็นหลังคาบ้านเรือนซึ่งยกพื้นสูงเหนือน้ำ ใช้เรือที่มีหัวและท้ายคล้ายปลา พระราชาเสด็จบนหลังช้าง มีการชนไก่ วิธีพิพากษาคดีใช้วิธี โยนไข่ หรือ โยนแหวนทองคำ ลงในน้ำเดือด แล้วให้คู่ความหยิบออกมา หรือ เผาโซ่ให้ร้อน แล้วให้คู่ความเดินถือไป 7 ก้าว ผู้ผิดจะมือพอง และ ผู้ถูกจะไม่บาดเจ็บ

อาณาจักรฟูนัน มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 9 แล้วเริ่มเสื่อมในพุทธศตวรรษที่ 10 ต่อมาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของ อาณาจักรเจนละ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 แล้วก็สูญหายไป

การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองออกแก้ว (OC-EO) ตรงบริเวณปลายแหลมญวน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เกิดขึ้นในสมัยฟูนัน ได้พบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ถ้วยชาม เงินตรา พระพุทธรูป และ เทวรูป ส่วนใหญ่เป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย สำหรับดินแดนที่อยู่ในประเทศไทยนั้น มีการสำรวจพบเงินเหรียญรูปพระอาทิตย์และศิลปวัตถุสมัยฟูนันหลายอย่าง พบที่แหล่งโบราณสถานคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้นเคยได้รับอิทธิพลหรืออยู่ในอาณาจักรฟูนันมาก่อน

เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 13 นั้นหลวงจีนอี้จิง ได้ออกเดินทางโดยเรือจากจีนไปสืบพระศาสนาที่อินเดีย ได้แล่นเรือผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน และบันทึกไว้ว่า

“พราหมณ์ชาวอินเดียได้เคยอพยพมาตั้งถิ่นฐานและแต่งงานกับเจ้าหญิงชนพื้นเมืองเดิม สถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้น โดยรับอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น เช่น การปกครองแบบเทวราชาในอาณาจักรฟูนันสมัยก่อน พระธรรมทางศาสนาพุทธได้แพร่หลายและขยายออกไป แต่ในปัจจุบัน พระราชาที่โหดร้ายได้ทำลายพระธรรมเสียสิ้น และไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย”

เมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 อาณาจักรเจนละ ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา มีอิทธิมากขึ้น จึงได้แผ่อำนาจมาทาง อาณาจักรฟูนัน เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจเป็นใหญ่ในดินแดนดังกล่าว ในที่สุด อาณาจักรเจนละ ก็สามารถครอบครองดินแดนแถบนี้ได้

อาณาจักรหิรัญเงินยาง (พะเยา และ ท้าวฮุ่งขุนเจือง)

พ.ศ. 1181 พญาลวจังกราช (ลาวจง) ได้รับการสนับสนุนจาก กษัตริย์แห่งทวารวดี ให้ราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่ง แคว้นโยนกนาคพันธุ์ มีเมืองหลวงอยู่ที่ เวียงปรึกษา แทนเมืองเดิมที่ถล่มจมหายไป และเปลี่ยนชื่อเมืองจาก เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร มาเป็น หิรัญนครเงินยางศรีช้างแสน (เงินยางช้างแสน) เรียกชื่อในภาษาบาลีว่า ยางคปุระ พญาลวจังกราช มีราชบุตร 3 พระองค์ จึงได้ส่งราชบุตรออกไป สร้างบ้านแปงเมือง ดังนี้
- ลาวครอบ ราชบุตรองค์โตไปครอง เมืองเชียงของ
- ลาวช้าง ราชบุตรองค์ที่สองไปครอง เมืองยอง
- ลาวเก๊าแก้วมาเมือง ราชบุตรองค์เล็กนี้ให้ครอง เมืองหิรัญเงินยาง สืบต่อมา
ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงศ์เมืองต่างๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ จนถึงสมัย พญามังราย ได้สร้าง เมืองเชียงราย แล้วพบว่าเจ้าเมืองต่างๆ ได้มีเชื้อสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกัน จึงมีพระราโชบายรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รายนามกษัตริย์ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช หรือวงศ์หิรัญนคร)
รัชกาลที่ 1 ลวจังกราช (ลาวจง)
รัชกาลที่ 2 ลาวเก๊าแก้วมาเมือง
รัชกาลที่ 3 ลาวเส้า (ลาวเสา)
รัชกาลที่ 4 ลาวตัง (ลาวพัง)
รัชกาลที่ 5 ลาวกลม (ลาวหลวง)
รัชกาลที่ 6 ลาวเหลว
รัชกาลที่ 7 ลาวกับ
รัชกาลที่ 8 ลาวคิม (ลาวกิน)
รัชกาลที่ 9 ลาวเคียง
รัชกาลที่ 10 ลาวคิว
รัชกาลที่ 11 ลาวเทิง (ลาวติง)
รัชกาลที่ 12 ลาวทึง (ลาวเติง) รัชกาลที่ 13 ลาวคน
รัชกาลที่ 14 ลาวสม
รัชกาลที่ 15 ลาวกวก (ลาวพวก)
รัชกาลที่ 16 ลาวกิว (ลาวกวิน)
รัชกาลที่ 17 ลาวจง
รัชกาลที่ 18 จอมผาเรือง
รัชกาลที่ 19 ลาวเจิง (ลาวเจื๋อง)
รัชกาลที่ 20 ลาวเงินเรือง
รัชกาลที่ 21 ลาวซิน (ลาวชื่น)
รัชกาลที่ 22 ลาวมิง
รัชกาลที่ 23 ลาวเมือง (ลาวเมิง)
รัชกาลที่ 24 ลาวเมง

พ.ศ.1334 ลาวเคียง สร้าง เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน และมีเชื้อสายครองสืบต่อมา

พ.ศ. 1534 พญาลาวด้าน กษัตริย์องค์หนึ่งของ อาณาจักรนครเงินยาง ได้ประพาสไปถึง เชียงดอยตุง บริเวณ บ้านยางเสี้ยว ทรงทอดพระเนตรเห็นต้นโพธิ์ต้นหนึ่งมีสีขาวดั่งแร่เงิน ทรงพอพระทัยและมีพระราชประสงค์จะประทับอยู่ ณ ที่นั้น จึงมีบัญชาให้ตังเป็นเวียงที่มีชื่อว่า เวียงยางสาย หรือ เวียงยางเงิน เหตุเพราะตั้งอยู่บน แม่น้ำแม่สาย ซึ่งเป็นพื้นที่ของ เวียงผางคำ หรือ เวียงสีขาว เดิม โดยมีเจตนาให้เป็นศูนย์กลางการปกครองบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่สาย เวียงยางสาย นี้ ปัจจุบัน คือ อำเภอแม่สาย ซึ่งยังคงปรากฏแนวคันกำแพงเมือง และ คูเมือง อย่างชัดเจน นับได้ว่าเมืองแม่สายวันนี้มีอายุถึง 1,000 ปีเศษแล้ว

พ.ศ. 1604 พญาตรีลานคำเจ้าเมืองน่าน มาโจมตีและยึด เมืองเงิน ได้ พร้อมปลงพระชนม์ พญาลาวจะกลาเรือนคำ กษัตริย์องค์หนึ่งของ อาณาจักรนครเงินยาง พญาลาวครัว โอรส พญาลาวจะกลาเรือนคำ ซึ่งขณะนั้นครองเมืองฝาง ยกกองทัพจาก เมืองฝาง มาช่วยเหลือและได้ทำศึกจนได้ชัยชนะ พญาตรีลานคำ เสียชีวิตในสนามรบ พญาลาวครัว จึงขึ้นครอง อาณาจักรนครหิรัญเงินยาง สืบต่อมา

ขุนเงิน หรือ ลาวเงิน (โอรสของพญาแรงกวา) กษัตริย์องค์ที่ 18 มีบุตร 2 องค์ๆ พี่นามว่า ขุนชิน หรือ ขุนชื่น องค์น้องชื่อ ขุนจอมธรรม เมื่อทั้ง 2 องค์เข้าสู่วัยคะนองขุนเงิน รำพึงว่า บุตรทั้ง 2 อยู่ร่วมกันก็เหมือนช้างสาร 2 ตัวอยู่ร่วมโรงเดียวกัน ย่อมจะเป็นอริกันเท่านั้น สมควรที่จะจัดแบ่งให้บุตรทั้ง 2 ไปอยู่เสียคนละเมืองจึงจะดี ทรงดำริเช่นนี้จึงแบ่งสมบัติ คือ ช้าง ม้า วัวควาย เงินทอง เข้าของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เสมอกัน โปรดให้ ขุนจอมธรรม ไปครอง เมืองภูกาม ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองร้างอยู่

ขุนจอมธรรม ตั้งพักอยู่ บ้านเชียงมั่น แล้วให้เสนา 3 คน คือ พันธเสนา บัณฑิตเสนา และ สามปัญญาเสนา ไปสำรวจดูตัวเมืองว่าสมควรจะตั้งเมืองเป็นชัยมงคลหรือไม่ เสนาทั้ง 3 รับสั่งแล้วก็ไปตรวจดูตัวเมืองแล้ววัดดู ปรากฎว่าตัวเมืองกว้าง 1000 วา ยาว 1200 วา มีร่องกำแพงลึก 7 วา มีประตูเมือง 8 แห่ง กำแพงเมืองทิศตะวันตกสูง ทิศตะวันออกต่ำ มีสระใหญ่อยู่ 2 แห่ง สระหนึ่งอยู่ทิศอีสาน อีกสระหนึ่งอยู่ทิศพายัพ (คือกว๊านพะเยา) เมื่อเสนาทั้ง 3 เห็นว่ามีไชยมงคลดีอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำท่า สมควรตั้งเมืองได้ ก็นำความไปกราบทูล ขุนจอมธรรม พระองค์จึงโปรดให้บูรณะเมือง

พ.ศ. 1639 บูรณะเมืองเสร็จและสถาปนาเมือง ด้วยเหตุที่เมืองนี้ตั้งอยู่หางดอยชมภูอันเป็นเนินยาวยื่นไปจึงเรียกว่า เมืองภูกามยาว ต่อมาเพี้ยนเป็น พูเยา หรือ พะยาว ซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางมาก ดังนี้
- ทิศหรดี(ตะวันตก) มีหลักหินเป็นแดน แล้ววกอ้อมไปทางทิศตะวันออกถึงห้วยหินกาด ชำวอน ตาดมาน บางสะหลีค้ำ ไทรสามอย่าง ห้วยน้ำพะวา น้ำพุงรุง น้ำยม ปากน้ำบัง ปากห้วยน้ำทอง ห้วยซาววา กิ่วหมิ่น กิ่วมอง กิ่วแก้ว จนถึงกิ่วสามท่า จึงฝังหินไว้ตรงนั้น 3 ลูกเพื่อเป็นที่จำหมายไว้ชั่วลูกหลาน จากนั้นก็ไปทางกิ่วฤาษี น้ำสายตา กิ่วช้างทุม กิ่วขาเปีย ดอยปาง ขุนแม่พาก
- ทิศเหนือไปถึงสันกลาง ปางพุดน้ำแก้ว กิ่วแก้วเขายุย แม่คาว กิ่วม่วง
- ทิศใต้ถึงกิ่วรูเหว ม่อนจิกจ้อง กิ่วขุนธรรม เขาตังบาย
- ทิศตะวันตกถึงเขาหม้อ เขาคอกงัว ทุ่งแช่ม่าน แล้วไปบรรจบหินสลักไก่ มีภูเขาหิน 7 ก้อนเส้าเป็นแดน ทิศใต้ถึงประตูผา เป็นแดน
- ทิศตะวันออกมีดอยลังกาเป็นแดน มีเมืองขึ้นหลายเมืองเช่น เมืองงาว กาวสะออบ เชียงม่อน สะปง ออยงิม สะลาว ครอบเชียงแลง เมืองลอ เมืองเทิง เมืองแช่เหียง แช่ลุง ปากบ่อง หนองขวาง เชียงแซ่ต๊อด เมืองวัง แช่หลวง แจ้ห่ม ฯลฯ (ชื่อสถานที่ต่างๆ ได้เปลี่ยนไปมาก ที่คงเรียกในปัจจุบันยังมีอยู่บ้างแต่เพี้ยนไปหน่อย)

ขุนจอมธรรม ให้ไปเรียกเจ้าเมืองทุกเมืองมาประชุมกันก็รับสั่งให้สำรวจพลเมืองทั้งหมด ปรากฎว่าเฉพาะเมืองภูกามยาวมีพลเมืองถึง 180,000 คน รวมกับหัวเมืองขึ้นแล้วมีถึง 1,323,000 คน พระองค์จึงโปรดให้เมืองพะเยาตั้งพันนาไว้สำหรับเพาะปลูกเลี้ยงพลเมือง 36 ตำบล แต่ละตำบลให้ปลูกข้าวให้ได้ข้าวเปลือก 5 ชั่ง ส่วนหัวเมืองขึ้นทั้งหมดมีพันนารวมกันถึง 124 ตำบล จึงเป็นเมืองที่สมบูรณ์ ผลิตข้าวเลี้ยงพลเมืองได้มาก

พ่อขุนจอมธรรม เป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม มีเดชานุภาพ เป็นที่รักของอาณาประชาราษฎร์ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักเจริญเมือง 7 ประการ จึงมีหัวเมืองน้อยใหญ่เข้ามาสวามิภักดิ์ขออยู่ในพระบรมเดชานุภาพอยู่เสมอ หลักเจริญเมืองที่ท่านใช้ปกครองได้ถ่ายทอดสืบๆ กันมาดังมีเนื้อหาดังนี้

มีเจ้านาย แต่ถ้าไม่มีราษฎรก็จะเป็นเจ้านายด้วยใคร หรือจะเป็นเอาเองก็ได้ แต่ว่าราชการใหญ่น้อยเกิดขึ้นในเมืองท่านจะทำเอาเองตลอดหรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อจะลงโทษผู้ใด โทษควรฆ่าก็จงตีเสีย โทษควรตีก็จงด่า โทษควรด่าจงสอนด้วยความดีเป็นขุนหมื่นให้คิดถึงหมื่นชั้น เป็นแสนให้คิดแสนชั้น เป็นท้าวให้มีแสนตา เป็นพระยาให้มีแสนหู ของดีหรือของร้ายให้ฟังเต็มหู ให้ดูเต็มตา ให้พิจารณาเต็มใจ ที่สมควรก็ให้สมควร ไม่สมควรก็ทิ้งเสีย เป็นเจ้านายท้าวพระยาให้มีความเมตตากรุณาต่อราษฎร เพราะเขาเป็นรั้วบ้านกำแพงเมือง ของท้าวพระยา เหตุว่าหมื่นหูแสนตา ครั้นราษฎรมีความเจริญบ้านเมืองก็รุ่งเรืองขึ้น เหตุนั้นเจ้านายท้าวพระยาสมควรที่จะรักใคร่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และให้สร้างรั้วบ้านกำแพงเมืองเสียให้ดี เวลาเกิดศึกขึ้นจะได้เป็นที่พึ่ง ให้ป่าวประกาศราษฎรทำบุญให้ทาน ทำไร่ไถนา สร้างศาลาและบ่อน้ำไว้ข้างถนนหรือทางน้อยทางใหญ่ ให้คนไปมาได้อาศัย ซึ่งเป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญ

ให้ผูกไมตรีกับท้าวพระยาต่างประเทศผู้มีความฉลาดทางคดีโลกคดีธรรม

- เมื่อราษฎรคนใดสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ชาติบ้านเมือง เช่นสร้างบ้านใหม่ หรือทำไร่ไถนา ทำสวน ให้ถาวรไปภายหน้าก็อย่าให้ท้าวพระยาได้ถอดถอนมันเลย
- บ่าวของท้าวพระยาไปได้ไพร่เมืองเป็นเมีย มีบุตรชายบุตรหญิงกี่คนก็อย่าเอาบุตรมันเป็นทาส ไม่ควรแล ถึงว่าราษฎรทั้งปวงก็เป็นข้าแผ่นดินของท้าวพระยาทั้งสิ้น หรือบุตรมันไม่มี ตัวมันตายก่อนเมีย ควรแบ่งเอามรดกมันครึ่งหนึ่งแล้วอย่าได้เอาเมียมันเป็นทาส ปล่อยมันเป็นไพร่เมืองเทอญ
- เสนาผู้ใดรู้คดีโลกคดีธรรม ประเพณีธรรม อปริหานิยธรรม และดับความร้อนของราษฎร และตัดสินความตามชอบธรรม ไม่รับสินจ้างสินบน เสนาผู้นี้ดี ครั้นตายแล้วให้เลี้ยงบุตรภรรยาของมันต่อไป คือคนเช่นนี้หาได้ยาก แพทย์หรือโหรทายและผู้ไต่สวนความคน 3 จำพวกนี้เขาตายอย่าสืบแทนเขา ลูกหลานเขามีก็ให้สืบแทนต่อ ๆกันไป หากไม่มีลูกหลานก็ให้เอาเผาไฟไหลน้ำเสีย

ดังกล่าวมานี้เป็นเจริญเมือง คือหลักการทำความเจริญให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง

ส่วนอปริหานิยธรรม 7 ประการมีดังนี้

- เป็นท้าวพระยาและข้าราชการให้มาประชุมพร้อมกันวันละ 3 ครั้ง เพื่อจะได้พิจารณาข่าวสารและเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของตน
- เมื่อเวลาประชุมก็ให้พร้อมเพรียงกัน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ให้พร้อมเป็นใจเดียวกัน
- อาญาต่าง ๆ ที่ท้าวพระยาตั้งไว้แต่โบราณมีอย่างใดก็ให้ถืออย่างนั้น อย่าเอาธรรมเนียมใหม่มาตั้งให้ราษฎรเดือดร้อนมิควร
- คนใดเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ รู้ธรรมเนียมโบราณบ้านเมืองแต่เก่าก่อน มีความสัตย์ วาจาเป็นมงคล ควรนับถือเอาผู้นั้นเป็นที่ปรึกษาถ้อยความ
- หญิงใดมีรูปร่างงดงาม เจ้านายเจ้าพระยาชอบใจอยากได้ แต่หญิงนั้นไม่สมัครก็อย่าได้คุมเหงเอาด้วยน้ำใจ ไม่ควรเลย
- ในเขตบ้านแดนเมืองแห่งใดตำบลใดเป็นที่คำนับแห่งท้าวพระยาองค์ใดได้ครองเมืองเป็นเจ้าเป็นใหญ่ก็จงทำตามโบราณประเพณีแต่เก่าก่อน บ้านเมืองจะได้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น
- พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลได้สวดเรียนบำเพ็ญผลตามกิจธุระของสงฆ์ คือคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ท่านอยู่ที่ใดตำบลใด เจ้าผู้ครองเมืองต้องแต่งตั้งให้ผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านนั้นตำบลนั้นดูแลรักษาอย่าให้มีอันตรายต่าง ๆ เป็นต้นว่าโจรภัย โรคภัย ให้ท่านได้ทำกิจธุระของสงฆ์ตามสะดวก

ทั้ง 7 นี้คือหลักการที่เจ้านายในสมัยโบราณใช้เป็นหลักปกครองเมืองพะเยา

พ่อขุนจอมธรรมครองเมืองภูกามยาวได้ 3 ปีก็ได้โอรสองค์หนึ่ง ตำนานเมืองหิรัญเงินยางว่า ประสูตรในวันอังคาร เดือน 5 กลางเดือน ยามจะย่ำรุ่ง ปีเถาะ พ.ศ.1602 จ.ศ. 421 ส่วนพงศาวดารโยนกว่า ประสูตรวันอังคารขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 (เดือน 7 เหนือ) ปีเถาะ เวลาใกล้รุ่ง จุลศักราช 461 โหรหลวงทำนายว่าราชกุมารองค์นี้จะมีบุญญาภินิหารปราบชมภูทวีปได้ทั้งปวง พ่อขุนจอมธรรมจึงพระราชทานนามว่า ขุนเจียงหรือขุนเจือง เมื่อขุนเจียงประสูตรครบ 1 เดือน พระบิดาพร้อมด้วยวงศาคณาญาติเมืองหิรัญนครเงินยางได้ทำพิธีมหารหะ คือทำขวัญผูกข้อมือกุมาร ในเวลากลางคืนได้ปรากฏเครื่องทิพย์ 3 ประการคือ พระแสงทิพย์ ตระบองทิพย์ และคนโทหิน เกิดมาเป็นของคู่บารมีของกุมาร

ครั้นต่อมาในปีมะเส็ง จุลศักราช 423 พระนางเทวีของพ่อขุนจอมธรรมได้ประสูตรโอรสอีกองค์หนึ่งทรงนามว่าขุนจอง หรือ ชิง พงศาวดารโยนกว่า ขุนซอง

ขุนเจียงมีความเชี่ยวชาญการใช้อาวุธและศิลปศาสตร์หลายแขนง ครั้งหนึ่งไปคล้องช้างทางเมืองน่าน พระยาน่านชื่อพลเทวะยกธิดาสาวชื่อนางจันทาให้เป็นชายา ต่อมาไปคล้องช้างเมืองแพร่ พระยาแพร่ชื่อพรหมวังโสยกธิดาชื่อนางแก้วอิสตรีให้เป็นชายาอีกองค์หนึ่ง

พ.ศ. 1664 พญาลาวชิน พระเชษฐาของ พญาลาวจอมธรรม ทรงขอตัว พญาลาวยี่เจื๋อง (อายุ 19 ปี) โอรสองค์ที่ 2 ของ พญาลาวจอมผาเรือง ไปปกครองเมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองลูกหลวงของ อาณาจักรเงินยาง เนื่องจาก พญาลาวชิน ทรงมีพระธิดา คือ นางโอคาแพงเมือง และ นางงามแฝงจันทร์ผง

เมื่อขุนเจียงกลับเมืองภูกามยาวก็ช่วยบิดาว่าราชการบ้านเมือง จนขุนจอมธรรมทิวงคตขุนเจียงจึงขึ้นครองเมืองภูกามยาว สืบต่อมา

พ.ศ. 1670 พญาลาวน่าน พญาลาวจันทบุรีหลวงพระบาง และ พญาแกวประกัน ยกกองทัพประชิด เมืองเงินยาง เพื่อบังคับให้ พญาลาวชิน มอบพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ให้ ขณะนั้น พญาลาวจอมธรรม สิ้นพระชนม์ไปแล้ว พญาลาวชิน จึงขอความช่วยเหลือไปยัง พญาลาวอ้ายเจื๋อง โอรสองค์แรกของ พญาลาวจอมธรรม ซึ่งได้ปกครอง เมืองพะเยา ต่อจากพระราชบิดา และ พญาลาวยี่เจื๋อง ที่ปกครองเมืองฝาง เหตุการณ์นั้นทำให้ พญาลาวอ้ายเจื๋อง ถูกปลงพระชนม์ในสนามรบ พญาลาวยี่เจื๋อง มาถึงก็พบว่ากองทัพพะเยาเสียให้กับข้าศึกแล้ว จึงรวบรวมทหารโจมตีข้าศึก พญาแกวประกัน และ พระจันทบุรีหลวงพระบาง เสียชีวิตในการรบ สงครามจึงสิ้นสุด พญาลาวชิน จึงอภิเษก นางโอคาแพงเมือง และ นางงามแฝงจันทร์ผง ให้เป็นพระมเหสีซ้าย-ขวา และทำพิธีอภิเษก พญาลาวยี่เจื๋อง เป็นพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราช ครองราชสมบัติ ณ เมืองหิรัญนครเงินยาง สืบต่อไป

ขุนเจืองมีราชโอรสกับพระมเหสีทั้งสอง 5 องค์
ที่ประสูตรจาก นางอามแพงจันผง คือ
- ขุนลาวเงินเรือง ต่อมาให้ครองเมืองหิรัญนครเงินยาง
- ขุนลาวเจืองไปครองเมืองแกวหลวง
- ขุนลาวบาวไปครองเมืองจันทบุรี
ส่วนที่ประสูตรจาก นางโอคาแพงเมือง คือ
- ขุนคำร้อย ให้ไปครองเมืองไชยนารายณ์ เมืองมูล
- เจ้าสร้อยเบี้ย ผู้น้องให้เป็นอุปราชครองเมืองเชียงเรือง

ส่วนเมืองพะเยานั้น ขุนเจือง มอบให้ ขุนจอง ผู้น้องครอบครอง เชื้อสายของขุนจองก็ครองสืบๆ กันมาจนถึงพ่อขุนงำเมืองในสมัยเดียวกับ พระเจ้าเม็งราย

ต่อมา ขุนเจือง ได้ทำการแผ่พระบรมราชานุภาพด้วยการยกทัพไปปราบเมืองลานช้างและเมืองแกว เมื่อได้รับชัยชนะจึงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระยาจักราชครองเมืองแกวในปี พ.ศ. 1677 ทรงมีโอรสกับนางอู่แก้ว ธิดาพระยาแกว 3 องค์คือ
- ท้าวอ้ายผาเรือง ต่อมาได้ครองเมืองแกวประกัน
- ท้าวยี่คำหาว ต่อมาได้ครองเมืองลานช้าง
- ท้าวสามชุมแสง ต่อมาได้ครองเมืองนันทบุรี(เมืองน่าน)

พ.ศ. 1720 ขุนเจืองยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองใหญ่น้อยอีกหลายเมือง จนที่สุดได้รบกับพระยาแกวแมนตาทอบ ถูกข้าศึกฟันด้วยของ้าวต้องพระศอขาด สิ้นชีพตักษัยบนคอช้าง เมื่ออายุได้ 77 พรรษา

ทางเมืองภูกามยาวนั้น จอมผาเรือง ราชโอรสของ ขุนเจือง ขึ้นครองราชย์ ได้ 14 ปีก็ทิวงคต ขุนแพง โอรส ขุนจอมเรือง ครองอีก 7 ปี ขุนจอง อนุชาขุนเจือง มาชิงเอาเมืองไปครอง แล้วให้ ขุนแพง ไปครองเมืองหิรัญนคร ขุนแพง มีโอรส 2 องค์ คือ
- ขุนเหิง ได้ครอง เมืองหิรัญนคร แทน ขุนแพง สืบกษัตริย์ต่อๆ กันมาจนถึง พ่อขุนเม็งราย นับเป็นกษัตริย์สายพี่
พ.ศ. 1780 เจ้าชายมังราย โอรสของ พญาลาวเมง และ นางเทพคำข่าย ประสูติ การขึ้นครองราชย์ของพญามังรายเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าอาณาจักรเงินยางที่ดำรงความสงบสุขในเขตมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง 621 ปี

- ขุนแก้วแว่นเมือง ครอง เมืองภูกามยาว และมีเชื้อสายสืบมา 12 องค์ก็ถึง พ่อขุนงำเมือง (โอรสพ่อขุนมิ่งเมือง) ได้ขึ้นครอง เมืองภูกามยาว ปี พ.ศ. 1801 เป็นกษัตริย์สายผู้น้อง

พ่อขุนงำเมืองได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์อยู่กับฤาษีสุกกทันตะที่เขาสมอคอน เมืองละโว้ เป็นศิษย์ร่วมรุ่นกับพ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) กษัตริย์กรุงสุโขทัย จึงเป็นเพื่อนรักกันมาแต่บัดนั้น จนอายุได้ 16 พรรษา เรียนจบแล้วก็กลับมาช่วยราชการเมืองภูกามยาว ต่อมาจึงได้นำพระร่วงมาเป็นมหามิตรกับพ่อขุนเม็งราย ผู้เป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์นั้นมีพระชนมายุได้ 21 พรรษา (วัยเดียวกันกับพ่อขุนเม็งราย) และสวรรคตอายุ 81 ชันษา ปี 1861 พ่อขุนคำแดงราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์สืบมา เมื่อสิ้นพ่อขุนคำแดงก็มีพ่อขุนคำรือ ผู้เป็นอนุชาครองเมืองสืบมาได้ 9 กษัตริย์ก็ถึงพระยาเมืองยี่ ในสมัยพระยาเมืองยี่นี้เองที่ได้ทำการสร้างพระเจ้าตนหลวงขึ้นที่วัดศรีโคมคำ เริ่มสร้าง พ.ศ.2204 เสร็จ พ.ศ.2213 แต่พระยาเมืองยี่ถึงแก่ทิวงคตไปก่อนจึงมาเสร็จในสมัยพระยาเมืองตู๋ครองเมือง เป็นสมัยที่พม่าเข้ามาเป็นใหญ่ปกครองล้านนาแล้ว

ต่อมาพะเยาก็มีสภาพเป็นเมืองร้างเช่นเชียงรายและเชียงแสน ซึ่งเกิดจากสงครามระหว่างไทยใต้-ล้านนา-พม่า ในสมัยรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี และรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระเจ้ากาวิละได้ร่วมกับไทยทางกรุงเทพ ฯ รบกับพม่าเพื่อกู้ชาติบ้านเมือง ผู้คนพลเมืองก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่ทางลำปาง เชียงใหม่ และลงไปถวายพระเจ้าอยู่หัวทางกรุงเทพ ฯ บ้างดังกล่าวมาแล้วในเรื่องเมืองเชียงรายและเชียงแสน จนมาถึงรัชกาลที่ 3 ของกรุงเทพ ฯ ตรงกับรัชกาลที่ 5 ของเชียงใหม่ยุคใหม่ ได้โปรดให้นายพุทธวงศ์ น้องชายพระยาลำปาง เป็นพระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมืองพะเยา ให้นายมหายศเป็นอุปราช ได้แบ่งเอาราษฎรจากเมืองลำปางไปไว้เมืองพะเยาและเมืองงาว และให้พะเยาและงาวขึ้นตรงต่อเมืองลำปาง ส่วนเชียงรายขึ้นต่อเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบจังหวัด เชียงรายได้เป็นจังหวัดพะเยามีฐานะเป็นอำเภอขึ้นกับเชียงราย และได้ยกฐานะเป็นจังหวัดในกาลต่อมา

อุษาคเณย์ และ เอเซีย ตามระยะเวลา

ก่อน พ.ศ. 400 ปี หรือก่อนนั้นได้กำเนิดชุมชนเมือง ซึ่งต่อมา คือ เมืองละโว้ (ลวปุระ) ซึ่งเป็นคนขอมที่น่าจะเก่าแก่กว่าขอมในเขมร

พ.ศ. 500 บริเวณจังหวัดลพบุรี มีชุมชนเมืองขนาดใหญ่ หลักฐานจากกรมศิลปากรพบว่ามีแหล่งถลุงทองแดงขนาดใหญ่ (อาจใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์)

พ.ศ. 23 พระเจ้าดาริอุส แห่ง เปอร์เซีย แผ่อิทธิพลเข้ามาใน ปัญจาบ และ คันธาระ

พ.ศ. 201 ก่อตั้ง อาณาจักรเมาริยะ (พ.ศ. 202 - 339 อยู่ในเขตอินเดียปัจจุบัน) โดย พระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ เป็นเจ้าชายแห่ง แคว้นโมริยะ ที่โค่นล้มอำนาจ ราชวงศ์นันทา โดยการสนับสนุนและยุยงจาก ปราชญ์โกติลยะ พระองค์เป็นพระราชบิดาของ พระเจ้าพินทุสาร และเป็นพระอัยกาของ พระเจ้าอโศกมหาราช บั้นปลายชีวิตพระองค์มอบบัลลังก์ให้แก่ พระเจ้าพินทุสาร แล้วออกผนวช บำเพ็ญตบะตามแบบของ ศาสนาเชน จนสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 226

พ.ศ. 209 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เข้าบุกอินเดียและเอาชนะ พระเจ้าปุรุ แห่ง แคว้นเปารพ ที่แม่น้ำไฮดาสพ์ (Hydaspes) พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ตั้งข้าหลวง (Satrap) ปกครองแคว้นต่างๆ รวมถึงอินเดีย แคว้นคันธาระ จึงกลายเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมระหว่างกรีกและอินเดีย ทำให้เกิดอารยธรรมอินเดีย-กรีกและศิลปะพุทธศาสนาแบบกรีก เกิดพระพุทธรูปเป็นครั้งแรก

พ.ศ. 214 พระเจ้าพินทุสาร แห่ง อาณาจักรเมาริยะ เสด็จสวรรคต เจ้าชายอโศกพระชนมายุ 30 พรรษา ได้เสด็จกลับพระนครปาฏลีบุตร ทำสงครามชิงราชสมบัติ

พ.ศ. 218 เจ้าชายอโศก ทำพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชย์หลังจากทำสงครามชิงราชบัลลังก์สำเร็จ พร้อมกับทรงสถาปนา พระนางอสันธิมิตตา เป็นพระอัครมเหสี

พ.ศ. 236 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ (อินเดีย) เหลนของพระเจ้าพิมพิสาร ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงปาฏลีบุตร หลังจากได้เป็นประธานในการทำสังคายนาคำสอนของพุทธครั้งที่ 3 แล้วจึงส่งคณะสมณทูตออกไปประกาศพุทธศาสนายังอาณาจักรต่างๆ ทั่ว อินเดีย ลังกา และ ในดินแดนต่างๆ ได้แก่
- ประเทศกัสมิระ และ คันธาระ (แคชเมีย และ อัฟกานิสถาน ในปัจจุบัน)
- มหีสประเทศ (ไนซัมไฮเดอร์บัด ในปัจจุบัน)
- วนาวาสีประเทศ (ทะเลทราย แคว้นราชปุตตนะ ใน อินเดีย ในปัจจุบัน)
- อปรัตกประเทศ (ปัญจาบ ด้านตะวันตก ในปัจจุบัน)
- มหารัฐประเทศ (แคว้นมหารัฐ แถบยอดน้ำโคธาวารี อยู่ห่าง เมืองบอมเบย์ 150 ไมล์ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในปัจจุบัน)
- โยนโลกประเทศ (แบกเตรีย ใน ประเทศอิหร่าน (เปอร์เซีย) ปัจจุบัน)
- หิมวันตประเทศ (หมู่เกาะหิมาลัย ในปัจจุบัน)
- สุวรรณภูมิประเทศ (พม่า ลาว เขมร ไทย ตลอดแหลมลายู ในปัจจุบัน)
- ลังกาทวีป
- ทางทิศตะวันตกประกาศไปถึง แคว้นไซเรีย อียิปต์ มาชิโดเนียในยุโรป

พ.ศ. 611 เกิด อาณาจักรพนม (ฟูนัน) โดย พระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน เป็นกษัตริย์องค์แรกซึ่งเป็นพราห์มเดินทางมาจากอินเดีย แล้วอภิเษกกับ นางพญาขอม (น่าจะเป็นเจ้าหญิง) คนพื้นเมืองเป็นมเหสี ชาวอาณาจักรพนม (ฟูนัน) เรียกเมืองหลวงว่า "นอ-กอร กก-ทะโหลก" (เมืองพระนคร)  อาณาจักรพนม (ฟูนัน) นับถือ ศาสนาพุทธ และ ศาสนาฮินดู พบจารึกเป็นภาษาสันสกฤต มีความรุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6 – 11 ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (พื้นที่ปัจจุบันอยู่ใน กัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และ ภาคใต้ของไทย ลงมาถึงแหลมมลายู) อาณาจักรพนม (ฟูนัน) น่าจะเป็นอาณาจักรแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชนชั้นสูงของอาณาจักรเป็นพวกมาลาโยโพลีนีเซียน ชาวจีนบันทึกว่าพวกชนชั้นพื้นเมืองของฟูนันหน้าตาหน้าเกลียด ตัวเล็ก ผมหยิก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพวกเนกริโตและเมลานีเซียน กษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้ารุทรวรมัน

พ.ศ. 700 - 800 ปรากฏหลักฐานว่ามีอาณาจักรบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ จากหลักฐานที่มีชาว อินเดีย อาหรับ กรีก โรมัน และ จีน เดินเรือเข้ามาค้าขายยังเมืองต่างๆ ในดินแดนแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเอกสารของ กรีก โรมัน อาหรับ และ อินเดีย เรียกดินแดนแถบนี้ว่า แหลมทอง หรือ สุวรรณภูมิ ในเอกสารของจีน ระบุว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ มีรัฐสำคัญในบริเวณนี้ ได้แก่
- ฟูนัน (อาณาจักรพนม) มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 – 11
- กิมหลิน (อาณาจักรสุวรรณบุรี)
- หลั่งยะสิว (อาณาจักรนครชัยศรี)
- พันพัน (แหล่งโบราณบ้านดอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
- ลังเกียสุ (อาณาจักรลังกาสุกะ ต่อมาคือ ปัตตานี) มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศรรตวรรษที่ 7 - 11 ตั้งอยู่บริเวณมัสยิดแห่งกรือเซะ ระหว่าง อำเภอเมืองปัตตานี กับ อำเภอยะหริ่ง และ บริเวณอำเภอยะรัง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปัตตานี พวกชวาเรียก นครกีรติกามา มีอาณาเขตครอบคลุมทะเลทั้ง 2 ฝั่ง ทางเหนือถึง ตะกั่วป่า และ ตรัง ทางใต้ตลอดแหลมมลายู

พ.ศ. 735 เกิด อาณาจักรจามปา โดย ชาวพื้นเมืองชื่อ คิว-เหลียน สถาปนาตนเป็นกษัตริย์ตั้ง ขึ้นที่บริเวณทิศใต้ของจังหวัดทัวเทียนในเวียดนามปัจจุบัน

พ.ศ. 786 อาณาจักรพนม (ฟูนัน) ได้ส่งคณะทูตไปประเทศจีน พร้อมกับส่งนักดนตรีและพืชผลในประเทศเป็นเครื่องราชบรรณาการ

พ.ศ. 880 อาณาจักรจามปา ทำสงครามกับ จีน เพื่อแย่งชิง เมืองเชนาน กองทัพ อาณาจักรจามปา ยกไปตีถึง แคว้นตังเกี๋ย

พ.ศ. 965 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 966 พระภิกษุคุณวรมัน หัวหน้าคณะสงฆ์ ที่เดินทางมาจาก แคว้นคันธาระ-กาปิศะ ที่จะมุ่งหน้าไปยัง สุวรรณทวีป (หมู่เกาะชวาในแถบอินโดนีเซีย) เมื่อเดินทางมาถึง อาณาจักรพนม (ฟูนัน) ตรงบริเวณปากแม่น้ำโขง (ในประเทศเขมรปัจจุบัน) จึงได้เผยแพร่ศาสนาพุทธที่ อาณาจักรพนม (ฟูนัน) ก่อนที่จะเดินทางต่อไป สุวรรณทวีป พบจารึกของ กษัตริย์ฟูนัน ที่จารึกถึง พระคุณวรมัน เป็นอักษรสันสกฤต (อักษรคฤนห์) สมัยราชวงศ์ปัลลวะ

พ.ศ. 977 พระเจ้าโกณธิญญะที่ 2 แห่งอาณาจักรพนม (ฟูนัน) สวรรคต

พ.ศ. 989 กองทัพจีน ยกทัพมาตี เมืองวิชัย ราชธานีของ อาณาจักรจามปา (เมืองบิญดิ่ญในปัจจุบัน) ได้สำเร็จ อาณาจักรจามปา จึงตกเป็นประเทศราชของ จีน ช่วงนี้มีชาวจีน ชื่อ หม่าตวนหลิน เข้ามาบันทึกเรื่องชาวหลินอี้ (ชาวจาม)

พ.ศ. 996 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 997 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 1000 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 1000 จากหลักฐานทางโบราณคดีและตำนานพงศาวดาร บอกให้รู้ว่า อยุธยา ในยุคนั้นเป็นป่าชายเลน มีอาณาจักรต่างๆ ในพื้นที่ประเทศไทย ภาคกลาง ได้แก่ รัฐจินหลิน (อาจเป็น อู่ทอง สุพรรณบุรี) รัฐหลั่งยะสิว (อาจเป็น นครปฐม) รัฐโถโลโปตี ฯลฯ และรัฐอื่นๆ ทั่วภูมิภาคสุวรรณภูมิอุษาคเนย์

พ.ศ. 1000 เกิด อาณาจักรโคตรบูร (พ.ศ. 1000 - 1500) ตั้งอยู่ทางภาคอีสานของไทย ครอบคลุมบริเวณ ฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่ อุดรธานี หนองคาย เวียงจันทน์ หนองหานหลวง (สกลนคร) มรุกขนคร (นครพนม) มุกดาหาร อำนาจเจริญ ถึง อุบลราชธานี เป็นอาณาจักรที่นับถือ พุทธศาสนา มีพระเจดีย์สำคัญ คือ พระธาตุพนม มี เมืองมรุกขนคร เป็นเมืองหลวง (ใต้เมืองท่าแขก) บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง อาณาจักรโคตรบูร เสื่อมลงเมื่อถูกอาณาจักรล้านช้างของลาวนำโดย เจ้าฟ้างุ้ม โจมตีและเกิดโรคระบาด

พ.ศ. 1007 อาณาจักร ผั่น ผั่น ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 1021 พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แห่งอาณาจักรพนม (ฟูนัน) ขึ้นครองราชย์

พ.ศ. 1046 อาณาจักรพนม (ฟูนัน) ส่งราชทูตไปประเทศจีน และจักรพรรดิ์ของจีนได้มีพระราชโองการ ว่า
“พระราชาแห่งรัฐฟูนัน ทรงพระนามว่า โกณฑิยะชัยวรมัน ประทับอยู่สุดเขตโพ้นทะเล ราชวงศ์ของพระองค์ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ และได้ทรงแสดงความซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายครั้ง บัดนี้สมควรจะตอบแทนให้ทัดเทียมกันและให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้ กษัตริย์แห่งฟูนัน (ฟูนันอ๋อง)"

พ.ศ. 1058 อาณาจักร หยั่ง ยะ สิว อาณาจักรที่ตั้งขึ้นในพุทธศรรตวรรษที่ 7 น่าจะมีที่ตั้งบริเวณ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในปัจจุบัน ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีนสมัย เหลียงอู่ฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เหลียง (พ.ศ. 1045 - 1092)

พ.ศ. 1068 พระโพธิธรรม (จีน เรียกว่า ตั๊กม้อ) เป็นพระโอรสของ กษัตริย์แคว้นตักคันธาระ (น่าจะเป็นเชื้อสายราชวงศ์กุษาณ 7) ได้จารึกเดินทางมาถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และเผยแพร่ศาสนาพุทธอยู่ 3 ปี ก่อนที่ พระโพธิธรรม จะเดินทางขึ้นไปเผยแพร่ในดินแดนจีน

พ.ศ. 1072 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 1077 อาณาจักร ผั่น ผั่น (มีอายุระหว่างพุทธศรรตวรรษที่ 8 -12) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีน จากบันทึกราชสำนักจีนบันทึกว่า เป็น อาณาจักรอยู่ติดทะเล (น่าจะอยู่บริเวณ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธ

พ.ศ. 1097 พระเจ้าภววรมัน (ปฐมกษัตริย์อาณาจักรอิศานปุระหรือเจนละ) ซึ่งเป็นนัดดาของ พระเจ้ารุทรวรมัน ได้ทำการโค่นอำนาจของ พระเจ้ารุทรวรมัน กษัตริย์อาณาจักรพนม (ฟูนัน) โดยเข้าตี เมืองวยาธปุระ เมืองหลวงของ อาณาจักรพนม (ฟูนัน) แตก และต่อมาสมัย พระเจ้าจิตรเสน ซึ่งเป็นพระอนุชาของ พระเจ้าภววรมัน ก็ได้เข้ายึดครอง อาณาจักรพนม (ฟูนัน) ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 โดยตั้งเมืองเศรษฐปุระ เป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันบริเวณเมืองปากเซ หรือ จำปาศักดิ์ ในประเทศลาว) จึงทำให้อาณาจักรฟูนันล่มสลายไป

พ.ศ. 1100 (ประมาณ) เกิด อาณาจักรทวารวดี ที่คาดว่ามีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1100 - 1600 จากบันทึกการเดินทางของภิกษุซวนจั๋ง (พระถังซำจั๋ง) ที่เดินทางผ่านเมื่อ พ.ศ. 1200 ว่า มีอาณาจักรหนึ่งชื่อว่า โถโลโปตี หรือ โกโลโปตี (Tolopoti) ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรอีศานปุระ (เจนละ ที่อยู่บริเวณ เขมร+ภาคตะวันออก+ภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน) กับ อาณาจักรศรีเกษตร (บริเวณตั้งแต่ตอนกลางขึ้นไปทางเหนือของเมียนมาร์ในปัจจุบัน) จากตำแหน่งที่กล่าว อาณาจักรทวารวดี น่าจะอยู่ในเขตภาคกลางของไทยปัจจุบัน ซึ่งพบโบราณวัตถุเป็นเหรียญเงินที่จารึกด้วยภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศรรตวรรษที่ 13 จากบริเวณ เมืองนครปฐมโบราณ ด้วยข้อความว่า...
"ศรีทวารวดีศวรปุณยะ" ซึ่งแปลได้ว่า
"บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี" หรือ
"บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี" หรือ
"พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ"
และพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก 2 เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กับ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี นักวิชาการบางท่านจึงเชื่อว่าอาจเป็น อำเภออู่ทอง หรือ จังหวัดลพบุรี น่าจะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร ยังมีคำอื่นๆ ที่จีนบันทึกไว้ซึ่งคาดว่าจะหมายถึง อาณาจักรทวารวดี อีก คือคำว่า จวนโลโปติ (Tchouanlopoti) และ เชอโฮโปติ (Chohopoti)

พ.ศ. 1150 ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลพระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ พระองค์ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งปัญญาชนชาว เมืองก๊กอู๋ มีนามว่า เสียง-จุ่น แหน่งผู้รักษาพระราชทรัพย์ฝ่ายทหาร เป็นหัวหน้าคณะทูต และ ขุนนางผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติชื่อ เฮ่ง-กุ่น-เจ่ง เป็นอุปทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการของพระจักรพรรดิเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับ อาณาจักรซือถู (ชื่อ –ถู-กวั่ว) ท่านราชทูต เสียง-จุ่น ได้จดบันทึกการเดินทางไว้ว่า

พ.ศ. 1151 อาณาจักรซือถู (ซือ ถู กั่ว หรือ เซี้ยะโท้วก๊ก หรือ เฉตูก๊ก) ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์สุย ซึ่งราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์สุย บันทีกไว้ว่า เป็นชนชาติเดียวกับชาวฮูหลำ (ฟูนัน) ประเทศนี้ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศใต้ ซึ่งสืบต่อมาเป็น เสียม หลัว กั่ว (เสียมหลอก๊ก) หรือ สยาม-ละโว้ นั่นเอง

พ.ศ. 1154 พระเจ้าอีศานวรมัน โอรสของ พระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 (พระเจ้าจิตรเสน) ครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรอิศานปุระ (เจนละ) สืบต่อมา (พ.ศ. 1154 - 1172) พระองค์ได้ย้ายเมืองหลวง จาก เมืองเศรษฐปุระ ไปตั้งที่ เมืองอีศานุปุระ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ เมืองกำปงธม ประมาณ 30 กิโลเมตร

พ.ศ. 1181 ก่อตั้ง อาณาจักรละโว้ โดย พระยากาฬวรรณดิศ บุตรของ พระยากากพัตร และในปีเดียวกันพระยากาฬวรรณดิศ ได้ตั้งจุลศักราช เป็นศักราชประจำอาณาจักรของพระองค์ด้วย (อ้างอิงตามพงศาวดารเหนือ)

พ.ศ. 1182 กษัตริย์ภววรมันที่ 2 จารึกไว้มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการอุทิศที่นาถวายเป็นกัลปนาแก่วัดพุทธศาสนา ระบุชื่อผู้ถวายว่า ชื่อ โปญ สยำ
- โปญ เป็นยศตำแหน่งของเขมรสมัยก่อนนครธม
- สยำ เป็นชื่อคน จึงเชื่อว่า สยำ ในจารึก พ.ศ. 1182 นั้นก็คือ เสียม

พ.ศ. 1200 (ประมาณ) เกิดอาณาจักรศรีจนาศะ น่าจะมีศูนย์กลางอยู่บริเวณที่ราบสูงโคราช นักวิชาการหลายท่านก็เชื่อว่าน่าจะอยู่ที่เมืองเสมา (เมืองโคราชเก่า) โดยพบหลักฐานเป็นศิลาจารึกที่แปลแล้ว 3 หลัก และมีจารึกที่ค้นพบใหม่ซึ่งยังไม่มีข้อมูลการอ่าน-แปล มีรายละเอียดดังนี้
1. จารึกบ่ออีกา อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร ระบุพ.ศ.1411 พบที่บ้านบ่ออีกา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มี 2 ด้าน
ด้านที่ 1 กล่าวถึงพระราชาแห่งอาณาจักรศรีจนาศะทรงอุทิศปศุสัตว์และทาสทั้งหญิงและชายแก่พระภิกษุสงฆ์
ด้านที่ 2 กล่าวสรรเสริญพระอิศวรและอังศเทพผู้ได้รับดินแดนที่ถูกละทิ้งไปนอกกัมพุเทศ
2. จารึกศรีจนาศะ อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร ระบุพ.ศ.1480  พบบริเวณเทวสถานใกล้สะพานชีกุน อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จารึกสรรเสริญ พระศังกร (ศิวะ) และสรรเสริญ พระนางปารพตี ซึ่งรวมกับ พระศิวะ ภายใต้รูปอรรถนารี ต่อจากนั้นกล่าวถึงรายพระนามพระราชาแห่งอาณาจักรจนาศปุระ
3. จารึกเมืองเสมา อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร พบที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ระบุมหาศักราช 893 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1514
จารึกการกล่าวนมัสการเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม พระอุมา และพระสรัสวดี จากนั้นกล่าวถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 หรือพระบาทบรมวีรโลกว่าทรงเป็นโอรสของ พระเจ้าราเชนทรวรมัน และทรงสืบเชื้อสายมาจากจันทรวงศ์ และกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 สุดท้ายกล่าวถึงข้าราชการผู้ใหญ่ที่ได้สร้างเทวรูปและพระพุทธรูปไว้หลายองค์ พร้อมทั้งถวายทาสและสิ่งของต่างๆ แด่ศาสนสถาน
4. จารึกหลักที่ 4 เป็นจารึกพบใหม่ระหว่างการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 1 บริเวณกำแพงแก้วด้านทิศใต้ พ.ศ. 2542 โดยจารึกถูกนำมาเป็นฐานของกำแพงแก้ว อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ยังไม่มีผลของการอ่านและแปล ระบุมหาศักราช 849 ตรงกับพ.ศ.1470

พ.ศ. 1260 - 1284 พระวัชรโพธิ์ จาก ราชวงศ์ปัลลวะ (อินเดีย) นำคณะสงฆ์เดินทางเข้ามาเผยแพร่ พุทธศาสนา ในดินแดน สุวรณภูมิ และ สุวรรณทวีป

พ.ศ. 1284 พระธรรมปาละ (จีน เรียกว่า กิมกังกี่) จาก ราชวงศ์ปัลลวะ (อินเดีย) ได้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาพุทธที่ จีน ครั้งที่ 1

พ.ศ. 1289 พระธรรมปาละ (จีน เรียกว่า กิมกังกี่) จาก ราชวงศ์ปัลลวะ (อินเดีย) ได้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาพุทธที่ จีน ครั้งที่ 2 (ครั้งแรก พ.ศ. 1284)



พ.ศ. 1310 ฤๅษีวาสุเทพ สร้าง เมืองหริภุญชัย ขึ้นแล้วทูลเชิญพระนางจามเทวี เจ้าหญิงจาก อาณาจักรละโว้ ขึ้นมาครอง ในหนังสือหมานซูของจีนสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวถึงนครหริภุญชัยไว้ว่าเป็น “อาณาจักรของสมเด็จพระราชินีนาถ” (女王國 หนี่ว์ หวัง กว๋อ ) รุ่งเรืองมา 618 ปี มีกษัตริย์ครองเมือง 49 พระองค์ สมัยพญายีบาครองราชย์ ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนาเมื่อพญามังรายบุกเข้ายึดครองในปี พ.ศ. 1824

พ.ศ. 1318 พระเจ้าวิษณุ ประมุขของราชวงศ์ไศเลนทร์ปกครอง นครหลวงศรีวิชัย ทรงสร้างปราสาท 3 หลัง เพื่อประดิษฐานพระผู้ผจญมาร ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ปัทมปาณีและประดิษฐานพระโพธิสัตว์วัชรปาณี นั่นก็คือ เจดีย์วัดเวียง วัดหลง และเจดีย์วัดแก้ว ที่นครไชยา

พ.ศ. 1323 พระเจ้าวิษณุ ประมุขของราชวงศ์ไศเลนทร์ เสด็จชวากลางเพื่อไปสร้างแบบแปลนและฐานรากของเจดีย์บรมพุทโธ ที่ชวากลาง เจดีย์นี้เริ่มสร้างตั้งแต่พระเจ้าวิษณุ มาแล้วเสร็จบริบูรณ์รัชกาลพระเจ้าสมรตุงคะ พ.ศ. 1360 เป็นปราสาทหินศิลปะชั้นเยี่ยมของราชวงศ์ไศเลนทร์ที่ฝากไว้ให้เป็นมรดกโลกทางศิลปะ

พ.ศ.1334 ลาวเคียง สร้าง เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน

พ.ศ. 1345 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1345 1393) กษัตริย์แห่งอาณาจักรอีศานปุระ (เจนละน้ำ) ขึ้นครองราชย์ ได้เสด็จมาจากชวา และทำการรวบรวมพวกเจนละบกและเจนละน้ำที่เคยแตกแยกกันให้กลับมารวมกันอีก และประกาศอิสรภาพจากอำนาจครองของชวา พระองค์เป็นกษัตริย์ที่สร้างอาณาจักรขอมสมัยเมืองพระนคร โดยมีการสร้างและย้ายเมืองหลวงถึง 4 ครั้ง คือ
- เมืองอินทะปุระ เป็นราชธานี ขึ้นที่บริเวณใกล้ เมืองกำแพงจาม
- เมืองหริหราลัย หรือ ร่อลวย เป็นราชธานี
- เมืองอมเรนทรปุระ เป็นราชธานี
- เมืองมเหนทรบรรพต หรือ พนมกุเลนเป็นราชธานี

พ.ศ. 1393 พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 หรือ พระเจ้าวิษณุโลก โอรสของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ครอง อาณาจักรเมืองพระนคร สืบต่อมา ระหว่าง พ.ศ. 1393 - 1420 สมัยนี้พระองค์ได้กลับมาใช้ เมืองหริหราลัย หรือ ร่อลวย เป็นราชธานีอีกครั้ง

พ.ศ.1400 ชุมชนเชลียง (จังหวัดสุโขทัย) เติบโตเป็นบ้านเมืองบนเส้นทางการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งตรงกับยุคทวารวดี

พ.ศ. 1420 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้าอิศวรโลก โอรสของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 ครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองหริหราลัย) สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1420 - 1432

พ.ศ. 1432 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้าบรมศิวโลก โอรสของ พระเจ้าอินทรมันที่ 1 ครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองหริหราลัย) สืบต่อมา ระหว่าง พ.ศ. 1432 - 1443 พระองค์ได้สร้างเมืองยโศธรปุระ หรือ เมืองพระนครแห่งแรก ขึ้นที่เขาพนมบาเค็ง แล้วทรงย้ายเมืองหลวง เมื่อ พ.ศ. 1436 เมืองนี้อยู่ทางตอนเหนือทะเลสาปของเมืองเสียมเรียบ

พ.ศ. 1436 สร้างปราสาทพระวิหารบูชาพระอิศวร ตรงกับสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1

พ.ศ. 1443 พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 หรือ พระเจ้ารุทรโลก พระโอรสของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองยโศธรปุระ) สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1443 - 1456

พ.ศ. 1446 พระเจ้าชีวกะราช จากศิริธรรมนคร (กรุงตามพรลิงค์) อ้างสิทธิว่า พระราชมารดาของพระองค์เป็นพระราชธิดากษัตริย์ละโว้ พระองค์จึงมีสิทธิในราชบัลลังก์ละโว้ ในขณะที่กองทัพของ พระเจ้าตราพก แห่งหริภุญชัยกำลังทำสงครามกับกษัตริย์ละโว้ พระเจ้าชีวกะราชแห่งศิริธรรมนคร จึงยกกองทัพทั้งทางบก ทางเรือ จู่โจมเข้าทำสงครามกับทั้ง 2 กองทัพ ที่กำลังอ่อนแรงในการสู้รบ พระเข้าชีวกจึงมีชัยชนะ เข้าครองราชย์บัลลังก์นครละโว้ และทำพิธีราชาภิเษก เจ้าชายบูรพโกศลกัมโพชราช หรือ เจ้าชายกัมโพช เป็นกษัตริย์ละโว้

พ.ศ. 1447 ประกาศย้ายราชธานีศรีวิชัยมาอยู่ที่นครศรีธรรมราช จีนเรียกชื่อใหม่ว่า นคร ซัน โฟชิ

พ.ศ. 1456  พระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 หรือ พระเจ้าบรมรุทรโลก พระอนุชาของ พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ครองราชน์ที่เมืองยโศธรปุระ (อาณาจักรขอมเมืองพระนคร) สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ. 1456 - 1468

พ.ศ. 1471 พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 หรือ พระเจ้าบรมศิวบท น้องเขยของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรขอมเมืองพระนครระหว่าง พ.ศ. 1471 - 1485 พระองค์ทรงนับถือพระศิวะ และได้สร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่ เมืองโฉกการยกยาร์ หรือ เกาะแกร์ พระองค์ทรงทำการกวาดล้าง ราชวงศ์ไศเลนทร์ เจ้าชายและเจ้าหญิงขอมจึงต่างหนีราชภัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 มีราชธิดาของ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 พระองค์หนึ่ง หลบหนีลี้ภัยไปหาพระเชษฐา ชื่อ พระร่วง-ละโว้ ที่นครละโว้ ต่อมาพระนางอภิเษกกับเจ้าชายเชื้อสายพระเจ้าชีวก มีพระราชบุตรอันยิ่งใหญ่ ในตำนานพระแก้วมรกต คือ พระเจ้าอาทิตย์ราช หรือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1

พ.ศ. 1485 พระเจ้ากรรษวรมันที่ 2 หรือ พระเจ้าพรหมโลก พระโอรสของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองโฉกการยกยาร์) สืบต่อมาระหว่าง พ.ศ 1485 - 1487 ยุคนี้ได้สร้างศิลปะขอมแบบเกาะแกร์ขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1469 - 1490

พ.ศ. 1487 พระเจ้าราเชนทรวรมัน หรือ พระเจ้าศิวโลก พระนัดดาของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร ระหว่าง พ.ศ. 1487 - 1511 พระองค์ได้ย้ายราชธานี จาก เมืองโฉกการยกยาร์ กลับมาที่ เมืองยโศธรปุระ หรือ เมืองพระนครแห่งแรก และได้มีการสร้างศิลปขอมแบบแปรรูปขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1490 - 1510 เมืองยโศธรปุระ ราชธานีเก่าแก่แห่งนี้ ได้มีกษัตริย์ครองราชย์ต่อมาหลายพระองค์ได้แก่

พ.ศ. 1500 เป็นต้นมา มีกลุ่มรัฐใหญ่อยู่สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา คือ รัฐละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเกี่ยวดองกับรัฐหริภุญชัย (ลำพูน) อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และ รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และทั้ง 2 รัฐได้มีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ โดยใช้ศูนย์กลางอยู่ที่ อยุธยา เท่าที่พบหลักฐานมีการรวมตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่
- ก่อน พ.ศ. 1839 (ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่) พบหลักฐานอยู่ในเอกสารของโจวต้า กวาน ทูตจีนที่เข้าไปรัฐเจินละ สมัยเมืองพระนครหลวง (หรือนครธม)
- หลัง พ.ศ. 1893 เป็นที่รับรู้ทั่วไปแล้ว แต่ยังไม่ถาวร เพราะหลังแผ่นดินขุนหลวงพะงั่ว รัฐสุพรรณภูมิก็แยกเป็นเอกเทศ

พ.ศ. 1503 กษัตริย์ ซัน โฟชิ องค์หนึ่งมีพระนามตามสำเนียงจีนว่า ชิลิหุตะลิเชียลิตัน แต่งราชทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน

พ.ศ. 1504 มีกษัตริย์องค์ใหม่พระนาม เช ลิ วูเย ส่งราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการจักรพรรดิจีน เพื่อรับรองความเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ราชทูตรายงานว่า แคว้นซัน โฟชิ ของพวกเขา มีชื่อเรียกกันว่าประเทศเสียนหลิว ประเทศเสียนหลิว ก็คือ เสียมหลอ หรือเสี้ยนหลอ เป็นชื่อที่จดหมายเหตุจีนใช้เรียกประเทศสยามหรือประเทศไทย ในปัจจุบันนี้

พ.ศ. 1511 พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 หรือ พระบรมวีรโลก ซึ่งเป็นพระนัดดาของ พระเจ้าราเชนทรวรมัน ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองยโศธรปุระ) พ.ศ. 1511 - 1544 สมัยนี้สร้างศิลปขอมแบบบันท้ายศรี พ.ศ 1510 - 1550

พ.ศ. 1544 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 พระนัดดาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองยโศธรปุระ) สร้างศิลปขอมแบบคลังขึ้น พ.ศ. 1510 - 1560

พ.ศ. 1545 พระเจ้าชัยวีรวรมัน ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองยโศธรปุระ) พ.ศ. 1545 - 1553

พ.ศ. 1545 พระเจ้าชัยสุริยวรมันที่ 1 ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร (เมืองยโศธรปุระ) พ.ศ. 1545 - 1593 เดิมนั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่เขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงเร็ก ครั้นเมื่อได้ชิงอำนาจจากพระเจ้าชัยวีรวรมันชนะแล้วได้เสด็จมาครองราชย์ที่เมืองพระนคร พ.ศ. 1553 พระองค์ได้ทำการสถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่ และสร้างพระราชวังหลวงที่เมืองพระนครและปราสาทพิมานอากาศ ปราสาทเกลียง เป็นยุคที่มีการสร้างศิลปแบบปาปวนขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 1560 - 1630

พ.ศ. 1568 อาณาจักรตามพรลิงค์ (ฝรั่งเรียก ลิคอร์ เขียนว่า Ligor) ที่ตั้งอยู่บริเวณ ตะกั่วป่า นครศรีธรรมราช ถูก อาณาจักรโจฬะ (อินเดียใต้) ยกทัพเข้ายึด

พ.ศ. 1593 มีจารึกจามที่วิหารโปนาการ์ สมัยพระเจ้าชัยปรเมศวรวรมะเทวะ (กษัตริย์จามปา) กล่าวว่าพระองค์บูระ พระรูปปฏิมาเจ้าแม่ภควดี ที่เทวสถานนี้ อุทิศ "ทาส" ถวายไว้รับใช้พระจำนวน ๕๕ คน ในจำนวนนี้มีทาส ชาวจาม พม่า จีน พุกาม และ สยาม ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ อาณาจักรจามปา ของ นายมาสเปโร (Gorges Maspero. Le Royaum de ChamPa, 1914, p185. นายมาสเปโร มิได้ให้รูปคำสยามในจารึกว่า เขียนเป็นอักษรจามอย่างไร แต่แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสเลยว่า Siamois ซึ่งหมายถึงคนไทยในเมืองไทยเดี๋ยวนี้

พ.ศ. 1599 พบหลักฐานว่า ขอม ไม่ใช่ เขมร จาก พงศาวดารกรุงสุธรรมวดี (สะเทิม) หรือ “สุธรรมวดีราชวงศ์” ของมอญ กล่าวว่า “กรอม” (ขอม) ยกกองทัพจากกรุง “ละโว้-อโยธยา” ไปตีกรุงสุธรรมวดี

พ.ศ. 1639 ขุนจอมธรรม โอรสองค์ที่ 2 ของ ขุนเงิน กษัตริย์องค์ที่ 11 แห่งนครหิรัญเงินยางเชียงแสน (ขุนชิน หรือ ขุนชื่น พระเชษฐาครอง หิรัญนครเงินยาง สืบต่อพระบิดา) ได้ทำการบูรณะเมืองร้างมาแต่สมัยขอมมีอำนาจเสร็จและสถาปนาเมืองเรียกว่า เมืองภูกามยาว (พะเยา)

พ.ศ.1642 พ่อขุนจอมธรรม กษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว ได้โอรสองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า ขุนเจียง หรือ ขุนเจือง

พ.ศ.1644 พ่อขุนจอมธรรม  กษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว ได้โอรสอีกองค์หนึ่ง กับ พระนางเทวี ทรงนามว่า ขุนจอม หรือ ขุนซอง

พ.ศ. 1651 จารึกปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นจารึกก่อนปราสาทนครวัด ในจารึกที่พิมายระบุชื่อข้าพระไว้จำนวนหนึ่ง ในบรรดาชื่อเหล่านั้น มีอยู่คนหนึ่งเป็นหญิง ชื่อ กน สยำ (อ่านว่า กันเสียม หรือ กันเซียม) ชาวสยามเหมือนกัน

พ.ศ. 1655 ปรากฏภาพสลักนูนต่ำทีระเบียงปราสาทนครวัด สลักว่า “เนะ สยำ กุก” คู่กับนักรบชาวละโว้ มีอักษรจารึกไว้ชัดเจนว่า “พลละโว้” เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าเสียม (สยาม) ยกกองทัพมาช่วย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ร่วมกับกองทัพละโว้เพื่อไปรบกับอาณาจักรจามปา

พ.ศ. 1666 ขุนเจือง โอรสของ พ่อขุนจอมธรรม ครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว สืบต่อมา

พ.ศ. 1672 ขุนเจือง ช่วยเมืองหิรัญเงินยางปราบทัพแกว (ญวน) ได้สำเร็จ ขุนชิน (ลุงของขุนเจือง) จึงยกเมืองหิรัญเงินยางให้ครองพร้อมธิดา 2 องค์ ส่วน เมืองพะเยา นั้น ขุนเจือง มอบให้ ขุนจอง ผู้น้องครอบครอง (สืบเชื้อสายมาจนถึง พ่อขุนงำเมือง)
ขุนเจืองมีโอรสกับธิดา 2 องค์นี้ 5 องค์ คือ
ที่ประสูตรจาก นางอามแพงจันผง คือ
- ขุนลาวเงินเรือง ต่อมาให้ครอง เมืองหิรัญนครเงินยาง
- ขุนลาวเจือง ไปครอง เมืองแกวหลวง
- ขุนลาวบาว ไปครอง เมืองจันทบุรี
ส่วนที่ประสูตรจาก นางโอคาแพงเมือง คือ
- ขุนคำร้อย ให้ไปครอง เมืองไชยนารายณ์ เมืองมูล
- เจ้าสร้อยเบี้ย ผู้น้องให้เป็นอุปราชครอง เมืองเชียงเรือง

พ.ศ. 1688 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์อาณาจักรเมืองพระนคร ผู้สร้างนครวัด เข้ายึดครองเมืองหลวงของ อาณาจักรจามปา ได้ ต่อมา ชาวจามปารวมตัวกันติด จัดกองทัพยกมาตีเอาเมืองเมืองหลวงคืนได้ พ.ศ. 1692

พ.ศ. 1677 ขุนเจือง กษัตริย์อาณาจักรหิรัญเงินยาง ยกทัพไปปราบ เมืองลานช้าง และ เมืองแกว ได้รับชัยชนะจึงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็น พระยาจักราช ครอง เมืองแกว ทรงมีโอรสกับ นางอู่แก้ว ธิดาพระยาแกว 3 องค์ คือ
- ท้าวอ้ายผาเรือง ต่อมาได้ครอง เมืองแกวประกัน
- ท้าวยี่คำหาว ต่อมาได้ครอง เมืองลานช้าง
- ท้าวสามชุมแสง ต่อมาได้ครอง เมืองนันทบุรี (เมืองน่าน)

พ.ศ. 1700 โดยประมาณ พ่อขุนศรีนาวนำถุม บิดาพ่อขุนผาเมือง สถาปนารัฐ “ศรีสัชนาลัยสุโขทัย” (ชื่อศรีสัชนาลัย นำหน้าอยู่ก่อนชื่อสุโขทัย มีในจารึกวัดศรีชุม ยุคสุโขทัย)

พ.ศ. 1720 กองทัพเรือ อาณาจักรจามปา ยกพลขึ้นบกเข้าโจมตีและปล้นสะดม เผาทำลายเมืองพระนครเมืองหลวงของ อาณาจักรเมืองพระนคร เสียหายยับเยิน จนอำนาจ อาณาจักรขอมเมืองพระนคร เสื่อมไประยะหนึ่ง

พ.ศ. 1724 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่ง อาณาจักรเมืองพระนคร (ครองราชย์ พ.ศ. 1724-1763) ได้ยกทัพเข้ารุกราน อาณาจักรจามปา และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมเมืองพระนคร โดยมีภาพสลักยุทธนาวีปราบกองทัพจามที่ปรากฏอยู่ ณ ปราสาทนครธม

พ.ศ. 1773 พระเจ้าธรรมราชาจันทรภานุ ครองราชย์เป็นกษัตริย์ของ อาณาจักรตามพรลิงค์ พระองค์ติดต่อมีสัมพันธ์ใกล้ชิด กับ อาณาจักรลังกา - อาณาจักรตามพรลิงค์ (ฝรั่งเรียก ลิคอร์ เขียนว่า Ligor) ที่ตั้งอยู่บริเวณ ตะกั่วป่า นครศรีธรรมราช

พ.ศ. 1781 พ่อขุนผาเมือง แต่งตั้ง พ่อขุนบางกลางหาว เป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย โดยมีอาณาเขตดังนี้
- ทางเหนือ มีเมืองอุตรดิตถ์ (จ. อุตรดิตถ์) หรือบางช่วงเวลาอาจถึงเมืองแพร่ (จ. แพร่) เป็นเมืองปลายแดนด้านเหนือสุด
- ทางใต้ ถึงเมืองพระบาง (จ. นครสวรรค์) เป็นสุดเขตแดนด้านใต้
- ทางตะวันตก มีเมืองฉอด (อยู่ใน อ. แม่สอด จ. ตาก) เป็นเมืองชายแดนที่จะติดต่อเข้าไปยังเมืองมอญในพม่า
- ทางตะวันออก ถึงเมืองสะค้าใกล้แม่น้ำโขง ในเขตภาคอีสานตอนเหนือ

พ.ศ. 1801 พ่อขุนงำเมือง ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ อาณาจักรภูกามยาว

พ.ศ. 1802 พญามังราย ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติที่ เมืองหิรัญนครเงินยาง อาณาจักรโยนก เมื่อมีพระชนม์ได้ 20 ปี พระองค์ทรงรวบรวมหัวเมืองน้อย-ใหญ่ทางด้านเหนือมาไว้ในพระราชอำนาจ โดยอ้างสิทธิว่า พระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงจากปู่เจ้าลาวจก และพระองค์ได้รับ น้ำมุรธาภิเษก เครื่องราชาภิเษก (ดาบไชย หอกและมีดสรีกัญไชย) ที่เป็นมรดกมาจากปู่เจ้าลาวจก ส่วนเจ้าเมืองอื่นๆ นั้น แม้จะเป็นญาติพี่น้องกันแต่ก็ไม่ใช่สายตรงและจะไม่มีโอกาสผ่าน พิธีมุรธาภิเษก และ ได้รับเครื่องราชาภิเษก เหมือนพระองค์ เมืองใดไม่ยอมรับข้ออ้างนี้พระองค์ก็จะยกทัพไปปราบ เมืองที่เข้ามาอยู่ในอำนาจของพระองค์ช่วงนั้นได้แก่ เมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียงคำ เมืองเชียงช้าง

พ.ศ. 1803 กุบไลข่าน ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำมองโกล และรุกรานอันนัม ทำให้ อาณาจักรจามปา ไม่ถูกรุกรานจาก อาณาจักรอันนัม เป็นการชั่วคราว

พ.ศ. 1813 อาณาจักรตามพรลิงค์ ทำสงครามกับ อาณาจักรลังกา และประสบความพ่ายแพ้ - อาณาจักรตามพรลิงค์ (ฝรั่งเรียก ลิคอร์ เขียนว่า Ligor) ที่ตั้งอยู่บริเวณ ตะกั่วป่า นครศรีธรรมราช

พ.ศ. 1823 มองโกลได้ส่งแม่ทัพมาปกครอง อาณาจักรจามปา และ อาณาจักรอันนัม แต่ไม่นานนัก อาณาจักรอันนัม ก็ไล่ มองโกล ออกไป ชาวจามปา ก็สังหารแม่ทัพชาวมองโกล

พ.ศ. 1824 พญามังรายมหาราชผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา ยกกองทัพเข้ายึด เมืองหริภุญชัย จากพญายีบา ได้ อาณาจักรหริภุญชัย จึงสิ้นสุดลง

พ.ศ. 1835 สถาปนา อาณาจักรล้านนา โดย พญามังราย ยึดครอง แคว้นหริภุญชัย ที่ พญายี่บา เป็นกษัตริย์ครองอยู่ได้ แล้วผนวกเข้ากับ อาณาจักรโยนก ของพระองค์

พ.ศ. 1839 โจวต้ากวน ร่วมเดินทางกับคณะราชทูตของราชวงศ์หยวนไปอาณาจักรขอมเมืองพระนคร (นครธม) ตามหนังสือจูฟานจื้อ บันทึกอาณาเขตของอาณาจักรและอาณาจักรที่ติดต่อกัน ว่า
- ดินแดนนี้กว้าง 7,000 ลี้ (1 ลี้ เท่ากับ 555.55 เมตร)
- ทิศเหนือของประเทศนี้ใช้เวลาเดินทาง 15 วัน ถึง จ้านเฉิง (จามปา)
- ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใช้เวลาเดินทางครึ่งเดือนถึง เสียมหลอ
- ทิศใต้ใช้เวลาเดินทาง 10 วันถึง พานหยู
- ทิศตะวันออกเป็นมหาสมุทร

พ.ศ. 1861 พ่อขุนคำแดง ราชโอรส พ่อขุนงำเมือง ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว สืบต่อมา เมื่อสิ้น พ่อขุนคำแดง ก็มี พ่อขุนคำรือ ผู้เป็นอนุชาครองเมืองสืบต่อมา

พ.ศ. 1893 พระเจ้าอู่ทอง ตั้งกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร

พ.ศ. 1896 พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี (พ.ศ. 1896 - 1916) พระราชโอรสของ ท้าวผีฟ้า และเป็นพระราชนัดดาของ พระยาสุวรรณคำผง  พระยาฟ้างุ้ม นำกำลังเข้าสู้รบเอาชนะ พระยาฟ้าคำเฮียว (อา) ที่ครองราชย์สืบต่อจาก พระยาสุวรรณคำผง พระยาฟ้างุ้ม จึงเสด็จขึ้นครองราชย์และสถาปนา อาณาจักรศรีสตนาคนหุตล้านช้าง มีอำนาจเหนือบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยได้ แคว้นศรีโคตรบูรณ์ เป็นเมืองลูกหลวง

พ.ศ. 1903 กษัตริย์อาณาจักรจามปา ได้เจริญสัมพันธ์ไมตรีกับ จีน และสามารถรบชนะ อาณาจักรไดเวียต บุกจนถึง เมืองฮานอย แต่ระหว่างทาง กษัตริย์จามปา ถูกทหารลอบปลงพระชนม์ นายทหารผู้นั้นได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ โดยยกเมืองหลายเมืองให้อาณาจักรไดเวียต

พ.ศ. 1950 เจ้านครอินทร์ จากอาณาจักรสุพรรณบุรี (โดยการสนับสนุนของจีน) ยกกองทัพเข้ายึดอยุธยา เนรเทศ สมเด็จพระรามราชาธิราช กษัตรย์อยุธยาราชวงศ์ละโว้ ไปอยู่ปทาคูจาม (ปัจจุบันอยู่ด้านทิศใต้ นอกเกาะเมืองอยุธยา) แล้วขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระอินทราชา กษัตริย์อาณาจักรอยุธยา

พ.ศ. 1984 อาณาจักรจามปา เกิดสงครามกลางเมือง อาณาจักรอันนัม ถือโอกาสยกทัพเข้ามายึดเมืองหลวงและ อาณาจักรจามปา ไว้ในอำนาจได้ ยืดอาณาเขตลงไปถึงใต้บริเวณ Cap Varella แต่ราชสำนักจามปา ก็ยังปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์

พ.ศ. 2069 ราชวงศ์ตีมูร์ ก่อตั้ง อาณาจักรโมกุล ซึ่งรุ่งเรืองที่สุดช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในอนุทวีปอินเดีย ตั้งแต่อ่าวเบงกอลทางตะวันออกไปจนถึง Balochistan ในทางตะวันตก และจากแคว้นแคชเมียร์ทางเหนือไปจนถึง Kaveri ในทางใต้ มีประชากรประมาณ 110-150 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางกิโลเมตร

พ.ศ. 2101 อาณาจักรล้านนา (ราชวงศ์มังราย) ตกเป็นเมืองขึ้นของ พม่า ใน สมัยพระเจ้าเมกุฏ ครองราชย์ที่ เมืองเชียงใหม่ และ พญากลม เป็น เจ้าเมืองเชียงแสน ทั้ง 2 เมืองได้เสียให้แก่ บุเรงนอง เจ้ากรุงหงสาวดี อาณาจักรล้านนา จึงได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าตั้งแต่นั้นมา โดยสลับกับบางครั้งเป็นอิสระ บางครั้งก็ตกอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา รวมเป็นระยะเวลาถึง 200 ปี

พ.ศ. 2204 พระยาเมืองยี่ กษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว ผู้สืบเชื้อสายองค์ที่ 9 มาจาก พ่อขุนคำรือ (อนุชาพ่อขุนงำเมือง) สร้าง พระเจ้าตนหลวง ขึ้นที่ วัดศรีโคมคำ แต่พระยาเมืองยี่ ถึงแก่ทิวงคตไปก่อน

พ.ศ. 2213 สร้าง พระเจ้าตนหลวง เสร็จ ในสมัย พระยาเมืองตู๋ กษัตริย์อาณาจักรภูกามยาว ช่วงนี้พม่าเข้ามาเป็นใหญ่ปกครองล้านนาแล้ว

พ.ศ. 2014 กษัตริย์เลถั่นตอง แห่งอาณาจักรไดเวียด ส่งทัพเข้าตี เมืองวิชัย เมืองหลวงของอาณาจักรจามปา ได้สำเร็จ

พ.ศ. 2375 สมเด็จพระจักรพรรดิมิงห์หม่าง แห่ง อาณาจักรไดเวียด ได้ผนวกดินแดนส่วนที่เหลือของ อาณาจักรจามปา เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม และกลืนชาวจามจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย